การผายลมอาจช่วยลดความดันโลหิตสูงและดีต่อสุขภาพ
การผายลม หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า ฟลัตเทอเรนซ์ (Flatulence) เป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการขับก๊าซออกจากลำไส้ผ่านทางทวารหนัก ก๊าซเหล่านี้มาจากทั้งการกลืนอากาศระหว่างรับประทานอาหาร และจากการที่แบคทีเรียในลำไส้หมักอาหารที่เรากินเข้าไป โดยทั่วไปแล้วคนเรามักผายลมได้วันละ 10–20 ครั้ง ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานของระบบย่อยอาหาร
แม้ว่าการผายลมจะมักถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ในทางการแพทย์และงานวิจัยใหม่ ๆ พบว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกับระบบหัวใจและความดันโลหิต
ก๊าซที่สำคัญชนิดหนึ่งซึ่งถูกผลิตขึ้นในลำไส้และปล่อยออกมาขณะผายลม คือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide หรือ H₂S) แม้จะเป็นตัวการหลักของกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่กลับถูกค้นพบว่ามีบทบาทต่อการควบคุมระบบหลอดเลือด
H₂S จัดเป็น gasotransmitter หรือ “ก๊าซสื่อสารชีวภาพ” เช่นเดียวกับไนตริกออกไซด์ (NO) โดยมีหน้าที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดคลายตัว เกิดการ ขยายหลอดเลือด (vasodilation) ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และความดันโลหิตลดลง
งานวิจัยจาก Johns Hopkins University ในปี 2008 พบว่า H₂S ที่ร่างกายสร้างขึ้นมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมความดันโลหิตในสัตว์ทดลอง การทดลองหลายชิ้นยังแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มระดับ H₂S สามารถช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้
ในปี 2025 มีรายงานใหม่ที่ยืนยันเพิ่มเติมว่า H₂S มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด และถูกมองว่าอาจมีศักยภาพในการใช้เป็นแนวทางใหม่เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังอยู่ในระดับห้องทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการ “ผายลมโดยตรง” จะช่วยลดความดันโลหิตในมนุษย์ได้จริง
การผายลมในระดับปกติเป็นสัญญาณว่าลำไส้กำลังทำงานและจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารมีบทบาทสมดุล นอกจากนั้น ยังสะท้อนถึงการได้รับอาหารที่มีกากใยซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การผายลมมากผิดปกติร่วมกับอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสีย อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน หรือภาวะไม่ทนต่อแลคโตส และควรปรึกษาแพทย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง