‘หอการค้า’ เร่งฝ่ายการเมืองเลือกนายกฯ ใหม่ หวั่นล่าช้าบั่นทอนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว
“วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่
“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” นายพจน์ กล่าว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจของไทย เพราะหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงครม.ต้องพ้นจากคณะทั้งหมด นโยบายต่างๆของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำ จะต้องชะลอหรือหยุดชะงักไป ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยทางภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ทางภาคเอกชนได้เสนอไปให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจทั้งหลายต้องหยุดชะงักลงไม่สามารถเดินต่อได้ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไรถึงจะมีครม.ชุดใหม่
“ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อไป ส่วนดีลภาษีสหรัฐน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ”นายธนากร กล่าว