กฤษฎีกาย้ำ "นายกฯ รักษาการ"ยุบสภาไม่ได้ ชี้เป็นอำนาจเฉพาะตัว
ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว จากคดีคลิปเสียง นับแต่วันที่ศาล สั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรี ต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ
ล่าสุดวันนี้ (30 สิงหาคม 2568) คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีการประชุมนัดพิเศษ เพื่อลงมติเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการ โดยครม.มีมติเลือกนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี
ครม.ยังมีมติแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเลขาธิการนายกฯเดิมได้พ้นจากตำแหน่งไปด้วย
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าวถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ว่า โดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ทำไม่ได้ เหมือนอย่างที่ตนเคยเผยแพร่ไปว่า เป็นอำนาจเฉพาะตัวตามหลักความไว้วางใจของนายกรัฐมนตรี ในระบบรัฐสภา
กรณีที่รัฐบาลจะมียุบสภาจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า ต้องพิจารณาให้รอบคอบและเป็นความรับผิดชอบดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณา เพราะมันมีทั้งทำได้และทำไม่ได้อันไหนที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
อันนี้ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่าให้ไปกระทบกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งนี่เป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว เวลาจะทำอะไรคนที่เสนอขึ้นไปจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ขออธิบายให้ชัด ครม.รักษาการตอนนี้ เนื่องจากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุด เป็นการเฉพาะตัว ครม.จึงต้องพ้นจากตำแหน่งทางคณะ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ ครม. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่
กรณีนี้ต่างจากกรณีการยุบสภาหรือสภาสิ้นอายุลง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หากเป็นช่วงเวลานั้น ครม.รักษาการ จะทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ 3-4 ประการ แต่จะต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
แต่ ครม.ชุดปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขนั้น อำนาจยังเต็มเหมือนปกติ ส่วนการเรียกตำแหน่งรัฐมนตรี ยังใช้ปกติอยู่เหมือนเดิม ส่วนเมื่อ ครม. สิ้นสุดลงทั้งคณะวันนี้ก็คงจะมีการประชุมกันเพื่อตั้งรักษาการนายกฯ