โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

26 กันยาฯ ชี้ชะตา ศึกสายเลือด-อนาคต ‘ดุสิตธานี’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ชนินทธ์ โทณวณิก-ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย-สินี เธียรประสิทธิ์-สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค

กว่า 70 ปีที่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ลงทุนบุกเบิกธุรกิจโรงแรม และสร้าง “แลนด์มาร์ก” ที่โดดเด่นให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ด้วยการลงทุนโรงแรม “ดุสิตธานี กรุงเทพฯ” และเปิดให้บริการในปี 2513

วันนี้ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในสัดส่วน 49.74% รองลงมาคือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 17.09% ที่เหลือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 5%

ขณะที่บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถือหุ้นโดย 3 ทายาทของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ประกอบด้วย 1.กลุ่มตระกูลโทณวณิก ถือหุ้นรวม 26.66% โดย “ชนินทธ์ โทณวณิก” บุตรชายคนโต ถือหุ้น 25.40% 2.กลุ่มตระกูลเธียรประสิทธิ์ ถือหุ้นรวม 26.65% โดย “สินี เธียรประสิทธิ์” ลูกสาว (คนกลาง) ถือหุ้น 26.57%

และ 3.กลุ่มตระกูลสาลีรัฐวิภาค ถือหุ้นรวม 21.68% โดย “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” ลูกสาวคนเล็ก ถือหุ้น 21.62% ที่เหลืออีก 24.99% เป็นสัดส่วนของกองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

บริหารขาดทุนต่อเนื่องปมร้อนยึดอำนาจ

จากตัวเลขรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯพบว่า ผลการดำเนินงานของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ขาดทุนต่อเนื่องมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2563 ขาดทุน 1,011 ล้านบาท ปี 2564 ขาดทุน 945 ล้านบาท ปี 2565 ขาดทุน 501.46 ล้านบาท ปี 2566 ขาดทุน 569.82 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุน 236.77 ล้านบาท และในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 ขาดทุน 242.86 ล้านบาท

ว่ากันว่า ตัวเลข “ขาดทุนสะสม” กว่า 1,000 ล้านบาทนี้เอง ทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ 2 พี่น้องร่วมสายเลือดของ “ชนินทธ์” ไม่พอใจ กระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกรรมการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และ “ชนินทธ์” ถูกโหวตให้ออกจากการเป็นกรรมการ

“ศึกสายเลือด” ปะทุและเป็นข่าวต่อสาธารณะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ “ผู้ถือหุ้น” ไม่อนุมัติงบการเงินปี 2567 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่งบการเงินผ่านการตรวจสอบและลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีแล้ว

เสนอบอร์ดปลด “ชนินทธ์ โทณวณิก” จากกรรมการ

กระทั่งถึงจุดแตกหักครั้งใหญ่ เมื่อบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากตำแหน่ง “กรรมการ” ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี ในวันที่ 26 กันยายน 2568 พร้อมขอให้พิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการจากเดิม 12 คน เป็น 18 คน

และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ จากเดิมที่มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ กรรมการ 2 ใน 3 คน ประกอบด้วย นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลงลายมือชื่อร่วมกัน เปลี่ยนเป็น นางสินี เธียรประสิทธิ์ ดร.กฤษดา กวีญาณ และนายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์

สิ้นท่านผู้หญิงชนัตถ์-จุดเริ่มต้นของปัญหา

ประเด็นดังกล่าวบีบให้ “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกมาแถลงการณ์ด่วนเมื่อเช้า 27 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่าปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ.ดุสิตธานี แต่มีจุดเริ่มต้นหลังจากที่คุณแม่ (ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย) สิ้น เพราะท่านผู้หญิงได้มอบหมายให้ตนเป็น “เสาหลัก” ในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัว

“ชนินทธ์” เล่าว่า หลังจากที่คุณแม่สิ้น ลูกทั้ง 3 คนตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วนในช่วงโควิด คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และบริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์)

โดยให้ “ชนินทธ์” ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ส่วนน้องแต่ละคนได้หุ้นในอีก 2 บริษัท และให้นำทรัพย์สินอื่น ๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลังน้องทั้ง 2 คนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งประเมินว่าน่าจะเป็นผลมาจากโครงการ “ดุสิต เรสซิเดนเซส” ที่เกิดขายดีกว่าที่คิดหลังจากโควิดจบลง

พยายามเปิดประตูให้ “เซ็นทรัล” เข้าถือหุ้น

“ชนินทธ์” บอกด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่ บางคนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ “กลุ่มเซ็นทรัล” ลักษณะเช่นนี้เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาโดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนาม

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีความพยายามบีบให้ตนแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ออกเป็น 3 ส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่าไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว

การกระทำเช่นนี้เป็นการเปิดประตูให้ “คนนอก” เข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมา ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

หวั่นกระทบเชื่อมั่น “ดุสิต เรสซิเดนเซส”

สำหรับ “กลุ่มเซ็นทรัล” นั้น “ชนินทธ์” บอกว่า มีความพยายามที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี หลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานีจนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้ทราบ ทั้ง ๆ ที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งตนได้ไปเจรจาเพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์

แต่กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องทั้ง 2 คน ได้มีการหารือกันหลายครั้งเพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ซึ่งตนเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี

“ผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ”

ผลประกอบการขาดทุน : ความจริงที่ต้องเข้าใจ

สำหรับข้อกล่าวหาว่าบริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น “ชนินทธ์” บอกว่า ไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่อย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้านบาท การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิดโดยไม่เพิ่มทุน ไม่ได้ผลักภาระต่าง ๆ ไปยังผู้ถือหุ้น

“มันไม่ใช่การล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป”

โดยโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่เปิดมาไม่ถึงปีก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า เช่นเดียวกับโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ที่เรารอทยอยรับรู้รายได้การโอนอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และจะช่วยให้เรามีรายได้เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังจะมีกำไรมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และรายได้เหล่านี้จะมาช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่ได้

ความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ดุสิตธานี” กำลังจะก้าวผ่านช่วงที่ยากที่สุด และเดินสู่การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ขาดทุนสะสม 1.2 พันล้าน-ผู้ถือหุ้นไม่ได้ปันผล 5 ปี

ด้าน “สินี เธียรประสิทธิ์” และ “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” 2 น้องสาวคู่กรณี ได้ร่อนหนังสือตอบโต้ “ชนินทธ์ โทณวณิก” พี่ชาย ทั้งในฐานะผู้มีอำนาจบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และในฐานะส่วนตัว โดยระบุว่าการบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เป็นคนละเรื่องกับการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

เจตนารมณ์ของบริษัท “ชนัตถ์และลูก” ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) คือต้องการเป็นบริษัทของบุคคลในครอบครัวเท่านั้น จึงกำหนดให้มีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ 4 คน คือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ และลูกทั้ง 3 คน

พร้อมระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นโอนหุ้นของบริษัทให้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม หรือผู้สืบสันดานของผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น” และ “ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เว้นแต่เป็นการจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อการชำระบัญชีของบริษัทเท่านั้น”

ดังนั้น ที่ “ชนินทธ์” พี่ชายแถลง จึงไม่ใช่เรื่องจริง

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทยื่นขอให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของดุสิตธานีในครั้งนี้ ก็ทำโดยมีเจตนาดีต่อดุสิตธานีและผู้ถือหุ้น และใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะดุสิตธานีไม่ได้จ่ายเงินปันผลมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้ว และยังมียอดขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้และจำเป็นต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของดุสิตธานี เพื่อให้การบริหารกิจการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และกลับมามีกำไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทและผู้ถือหุ้น

ยัน “เซ็นทรัลพัฒนา” ไม่ Take Over

สำหรับกรณี “เซ็นทรัลพัฒนา” นั้นถือหุ้นอยู่ในดุสิตธานี 17.09% และเป็นพันธมิตรหลักที่ร่วมลงทุนในโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท จึงเห็นสมควรเชิญให้ส่งตัวแทนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย

พร้อมยืนยันว่า แนวทางนี้เป็นแนวปฏิบัติตามปกติในการดูแลเงินลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

ขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้เสนอชื่อกรรมการเข้ามาเพียง 2 คนเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่เซ็นทรัลพัฒนาจะเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร หรือเข้ามายึดกิจการ (Take Over) ตามที่เป็นข่าว

และ “สินี เธียรประสิทธิ์” ก็เป็นผู้ร่วมทำงานกับท่านผู้หญิงชนัตถ์ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์โดยตรงมากว่า 30 ปี จึงมีความเหมาะสมที่จะเข้าบริหารกิจการของดุสิตธานีได้

ขณะที่ “ดร.กฤษดา กวีญาณ” และ “ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์” ซึ่งจะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ ร่วมกับ “สินี เธียรประสิทธิ์” ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเซ็นทรัลพัฒนา

“ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามายึดกิจการและควบคุมอำนาจบริหารของดุสิตธานีอย่างแน่นอน และจะทำทุกวิถีทางให้ดุสิตธานีมีการบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

แน่นอนว่า ด้วยแบรนด์ “ดุสิตธานี” ที่มีมานานในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจโรงแรมของไทย สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย กระทั่งล่าสุดได้ขยายธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็น “แบรนด์ไทย” ไปอยู่ใน 19 ประเทศทั่วโลก

ศึกสายเลือดของกลุ่มผู้ถือหุ้น “ชนัตถ์และลูก” ครั้งนี้ จึงถูกจับตามองอย่างมาก

การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายนนี้ จะเป็น “จุดชี้ชะตา” อนาคตของ “ดุสิตธานี” อีกครั้ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 26 กันยาฯ ชี้ชะตา ศึกสายเลือด-อนาคต ‘ดุสิตธานี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ประชาชาติธุรกิจ

ไทยฮอนด้า รับโล่ ‘ผู้มีคุณูปการ’

35 นาทีที่แล้ว

สังคมหน้า 14 : 'เศรษฐกิจไทย' โจทย์ที่ต้องแก้ด้วยเศรษฐศาสตร์และ 'การเมือง'

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชมรถแต่งแน่นเวที ‘แบงค็อก ออโต ซาลอน 2025‘

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รู้จัก 'ยามุ่งเป้า' ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความธุรกิจ-เศรษฐกิจอื่น ๆ

“พายุดีเปรสชัน” ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” แล้ว ไทยเจอฝนถล่มหลายจังหวัด

TNN ช่อง16

ชาวสุรินทร์เฮ! 'คุณากร' ดันเนื้อสุรินทร์ ขึ้นทะเบียน GI ช่วยสร้างรายได้ปีละ 43 ล้าน

MATICHON ONLINE

พาณิชย์ ขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

Khaosod

AEO จีน-ไทย บังคับใช้ หนุนการค้าเจียงเหมิน–ไทย โตฉลุย

การเงินธนาคาร

โอกาสทอง! 7 แบงก์ ซื้อรับปันผลระหว่างกาล ก่อน XD ก.ย.นี้ ยีลด์สูงสุด 2.52%

PostToday

ปิดฉากนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 และอายุน้อยที่สุดของไทย รับมติศาลรัฐธรรมนูญฟันพ้นจากตำแหน่งพร้อม ครม.ทั้งคณะ จับตาทิศทางเศรษฐกิจ ลงทุน ช่วงสุญญากาศทางการเมืองจะไปทางไหน?

BTimes

ภาษีทรัมป์เสี่ยงล่ม! เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต

Amarin TV

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปิดดีลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยไม่ต่ำกว่า 200 ล. ตามกรอบ JTC ไทย-มาเลเซีย

Khaosod

ข่าวและบทความยอดนิยม

26 กันยาฯ ชี้ชะตา ศึกสายเลือด-อนาคต ‘ดุสิตธานี’

ประชาชาติธุรกิจ

โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ไฮบริด เฟิร์มขึ้น แรงจี๊ด ขับประหยัด

ประชาชาติธุรกิจ

‘แพทองธาร’ หลุดนายกฯ ธุรกิจระส่ำ-เริ่มนับ1ใหม่ กังวลเปลี่ยนขั้ว-ยุบสภา

ประชาชาติธุรกิจ
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...