รู้ทันความเสี่ยง! 5 การลงทุนที่ควรทบทวนในเวลานี้
การลงทุนไม่ใช่แค่การเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องรู้จังหวะที่เหมาะสม ว่าเมื่อไรควรเดินหน้า และเมื่อไรควรถอย โดยบทความจาก Investing.com เรื่อง “Top 5 Positions You Need to Exit NOW” ได้ชี้ให้เห็นถึง 5 การลงทุนทั่วโลกที่กำลังมีความเสี่ยงในขณะนี้ ซึ่งนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนต่างประเทศสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้
1.NVIDIA (NVDA) – มีความเสี่ยงจากมูลค่าที่ร้อนแรงเกินไป
ราคาหุ้น NVIDIA พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าตลาด (Market Cap) แตะกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้บริษัทจะแข็งแกร่ง แต่การเข้าซื้อในราคาช่วงนี้ก็ถือว่าค่อนข้างแพง และยิ่งถ้าหวังจะให้ราคาขึ้นอีกเท่าตัวก็คงยาก เพราะนั่นหมายถึงบริษัทต้องมีมูลค่าถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น
ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนว่าถ้ามีอยู่แล้วก็ให้ถือต่อไป หรือหากอยากเข้าซื้อในตอนนี้ก็ให้ถือระยะยาว แต่ถ้าจะเริ่มซื้อใหม่ตอนนี้และหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้น ลองดูหุ้นตัวอื่นๆ อาจจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีมากกว่า
2.กองทุน ETF ของประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐฯ – รอจังหวะที่เหมาะสม
หุ้นประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหนัฐฯ (รวมถึงตลาดเกิดใหม่และบางส่วนของอาเซียน) อาจให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นสหรัฐในปี 2025—ราว 16–18% เทียบกับ S&P 500 ที่ 6–7% เนื่องจากมีแรงหนุนหลักจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง แต่ในระยะยาว เช่น 3–10 ปี สถิติชี้ว่าหุ้นสหรัฐมักทำผลงานดีกว่า ดังนั้นการเข้าซื้อ ETF ประเทศอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ ในช่วงนี้ ก็อาจต้องเสียเงินแพงแถมยังมีความเสี่ยงที่เงินมีโอกาสไหลกลับเข้าตลาดสหรัฐฯ หากกระแสเปลี่ยน
ดังนั้น แนะนำนักลงทุนว่า ควรรอให้มูลค่าหุ้นประเทศอื่นนอกจากสหรัฐฯ ถูกลงกว่านี้ หรือรอให้ภาพเศรษฐกิจโลกชัดเจนก่อน ค่อยลงทุน
3.หุ้นเทคโนโลยีการบินในเมือง (Urban Air Mobility) – ลงทุนแบบเก็งกำไรเท่านั้น
บริษัทอย่าง Joby Aviation และ Archer Aviation กำลังเป็นที่จับตาด้วยโครงการเครื่องบินไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL) ที่มีโอกาสพัฒนาเป็น “แท็กซี่ทางอากาศ” ซึ่งแม้นี่จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้ที่ใช้เงินสดมหาศาล ยังไม่มีรายได้จริง แถมยังต้องผ่านกฎระเบียบมากมายก่อนจะใช้งานจริงได้ ดังนั้น การที่นักลงทุนบางรายทุ่มพอร์ต 30–40% ให้กับหุ้นในอุตสาหกรรมนี้ ก็อาจเป็นการกระทำที่เสี่ยงมาก
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนก็คือ ให้ถือเป็นธีมเก็งกำไรพิเศษ โดยควรให้สัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ต
4.หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโต (Crypto-Adjacent) – รับความเสี่ยงจากทั้งราคา BTC และ การดำเนินงานของบริษัท
แม้ Bitcoin (BTC) มีแนวโน้มดีในระยะยาว แต่หุ้นอย่าง Coinbase หรือ MicroStrategy กลับมีความผันผวนสูง เพราะไม่ได้ขึ้นลงตามราคา BTC เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเสี่ยงเฉพาะบริษัทและการออกกฎเกณฑ์ด้วย
ดังนั้น ถ้าต้องการลงทุนในคริปโต อาจพิจารณาถือ BTC โดยตรง หรือใช้กองทุน ETF ที่กระจายความเสี่ยงดีกว่า
5.ถือเงินสดหรือพันธบัตรมากเกินไป – อาจพลาดโอกาสเติบโต
หลังตลาดปรับฐานเมื่อต้นปี นักลงทุนหลายคนเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกลางกรกฎาคม ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวแรง (S&P 500 ขึ้น 20–24%, Nasdaq 100 ขึ้น 28%) การถือเงินสดมากเกินไปในช่วงฟื้นตัว อาจทำให้พลาดการเติบโตครั้งใหญ่
จึงแนะนำให้นักลงทุนเก็บเงินสดไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน และมีพันธบัตรไว้เพื่อความมั่นคงได้ แต่ควรแบ่งเงินไว้พร้อมหมุนกลับเข้าสินทรัพย์เติบโตเมื่อมีสัญญาณฟื้นตัว
โดยสรุปแล้ว การลงทุนที่ดูดีในวันนี้ อาจมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจากมูลค่าที่แพงเกินจริง ความผันผวนของอุตสาหกรรมใหม่ หรือโอกาสพลาดการเติบโตเมื่อถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากเกินไป สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังสนใจการลงทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญคือการประเมินมูลค่า ความเสี่ยง และจังหวะเข้าซื้ออย่างรอบคอบ โดยไม่วิ่งตามกระแสจนลืมพิจารณาพื้นฐาน