โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

มุมมองเศรษฐกิจ & การลงทุน DM ท้ายปี 2025

Finnomena

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • MacroView

ณ ตรงนี้ เหลืออีกเพียงแค่ 5 เดือน ก็จะถึงสิ้นปี ผมขอประเมินความน่าสนใจของการลงทุนตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศดังกล่าว ณ ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

บทความนี้ ขอโฟกัสไปที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทว่าจะขอนำจีนเข้ามาในกลุ่มนี้ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก โดยขอเรียงลำดับประเทศที่น่าจะให้อัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นที่ดีจากมากไปน้อย ดังนี้

อันดับ 1 ผมมองว่าเป็นญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลที่หากพิจารณาการ Shift ของโครงสร้างเศรษฐกิจในขณะนี้ น่าจะถือว่ามีขนาดและมิติที่ใหญ่มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน โดยผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คาซิโอะ อูเอดะ เตรียมจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 3-4 ครั้ง หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อสามารถยืนอยู่ในระดับ 2.5-3.5% มาพักใหญ่ เพื่อให้ดอกเบี้ยของญี่ปุ่นกลับเข้าสู่ในระดับที่เหมือนกับชาติอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้ ทำให้มีการจับตาว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังจากนี้ไป จะเริ่มมีการขยับปรับเปลี่ยนโครงสร้างต่างไปจากเดิมพอสมควร แม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ น่าจะอยู่ที่ราว 0.7% ก็ตาม ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าโฉมหน้าใหม่ของเศรษจญี่ปุ่นน่าจะมีความเป็นพลวัตมากกว่าเดิม ที่เป็น ปัจจัยบวกที่สุดในจังหวะนี้ คือการที่ Tariff rate ของสหรัฐได้ลดลงจาก 25% เหลือ 15% สำหรับสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น

หากพิจารณาด้านความถูกแพงของตลาดหุ้น จะพบว่าค่า P/E ของ Nikkei225 อยู่ที่ 20.23 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงมากในมุมของตลาดญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา โดยผมมองว่ายังสามารถเพิ่มขึ้นได้เป็น 20.8 ในช่วงสิ้นปีนี้ ทำให้ผมประเมินว่าตลาดญี่ปุ่นน่าจะให้อัตราผลตอบแทนราว 5% หากพิจารณานับจากนี้จนถึงสิ้นปี

อันดับ 2 ยังคงเชื่อว่าน่าจะเป็นสหรัฐ ด้วยแรงการเชียร์ตลาดหุ้นเป็นพัก ๆ ของผู้นำสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ค่า P/E จะไปไกลถึง 30 เท่าแล้วก็ตาม

โดยสิ่งที่สหรัฐได้เปรียบชาติอื่นคือ การที่สามารถไปกดเอาผลประโยชน์ต่าง ๆ จากชาติอื่น ๆ ซึ่งอาจจะยกเว้นจีน ที่สามารถทำได้แบบมีขอบเขตจำกัด ทำให้ปิดจุดอ่อนด้าน Downside จากนอกประเทศได้มากพอสมควร อีกทั้งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ หากพิจารณาครึ่งปีแรก น่าจะอยู่ที่ราว 1.7% ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าใช้ได้ โดยอัตราเงินเฟ้อ ณ ตรงนี้ ยังเกาะอยู่ที่ 2% ปลาย ๆ ในภาพ Macro ยังถือว่าได้เปรียบ แม้ว่าผลของ Tariff ต่อเศรษฐกิจในส่วนหลักยังไม่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนก็ตามที

นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ก็เป็นเหมือนแต้มต่อของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มหุ้นขนาดเล็ก ทั้งนี้ ผมประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะให้อัตราผลตอบแทนราว 5% หากพิจารณานับจากนี้จนถึงสิ้นปี

อันดับ 3 ยังคงยกให้จีน ด้วยการเป็นประเทศที่ยังได้เปรียบสหรัฐ จากการที่มี Rare Earth อยู่ในมือ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยี AI ที่ไม่ได้ด้อยกว่าสหรัฐมากมายนัก ที่สำคัญ ทางการจีนดูจะมีความสนใจที่จะเน้นให้ตลาดหุ้นจีนมีความคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภาคการเงินของฮ่องกงให้กลับมาเปรี้ยงอย่างเช่นในอดีต ที่สำคัญ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ของจีน คาดว่ายังไปได้ไม่เลว โดยครึ่งปีแรก มีการเติบโตกว่า 5% แม้ว่าจะมีปัญหาเงินฝืดและอสังหาริมทรัพย์ยังถือเป็นก้างขวางคออยู่ กระนั้นก็ดี เมื่อเทียบกับจุดเด่น ถือว่าไม่ได้มีน้ำหนักสูงมากเท่าไร

โดยจุดเด่นในปีนี้ของจีน คือ ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียและบราซิลต่างกลับมาเป็นพันธมิตรทางการค้า หลังจากที่ทั้งคู่มีความไม่ลงรอยกับผู้นำสหรัฐ ทั้งนี้ ผมประเมินว่าสำหรับตลาดหุ้นจีน น่าจะให้อัตราผลตอบแทนราว 3% หากพิจารณานับจากนี้จนถึงสิ้นปี

อันดับ 4 หนีไม่พ้นยุโรป ต้องบอกก่อนว่าภาพเศรษฐกิจและการลงทุนของยุโรป ณ ตรงนี้ ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก เพียงแต่ว่า ทั้ง 3 ประเทศข้างต้น มีจุดเด่นที่มากกว่ายุโรป ณ ตรงช่วงเวลานี้เท่านั้น

โดยจุดที่ยุโรปอาจจะดูเสียเปรียบ ณ ตอนนี้ คืออำนาจการต่อรองกับสหรัฐด้านการค้าถือว่าด้อยกว่าที่ผมเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า อีกทั้งประเด็นหลักของสินค้า High Tech อย่าง Digital Tax มีความเสียเปรียบต่อสหรัฐค่อนข้างมาก โดยจากที่เคยสามารถเก็บภาษีบริษัท Tech ขนาดใหญ่ของสหรัฐอย่างเต็มที่ มาถึงตอนนี้ ก็ต้องเกรงใจต่อทรัมป์ที่ไม่ต้องการให้บริษัทของสหรัฐเสียเปรียบ

อย่างไรก็ดี ยุโรปมีจุดเด่นที่ภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ณ ช่วงเวลานี้ ดูมีความเสี่ยงน้อยกว่าเพื่อน ทั้งนี้ ผมประเมินว่าสำหรับตลาดหุ้นยุโรป น่าจะให้อัตราผลตอบแทนราว 2% หากพิจารณานับจากนี้จนถึงสิ้นปี

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงปลายปี 2025 ของประเทศหลักอื่น ๆ นั้น ผมจะขอเขียนให้อ่านกันในครั้งต่อๆไป

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Finnomena

3 STEP มุ่งสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ ด้วยผู้แนะนำการลงทุนที่เข้าใจคุณ

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“Cut Loss” กลยุทธ์ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมที่มือใหม่ต้องรู้

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รู้จัก 5F2M: โมเดลคัดหุ้นกู้คุณภาพที่คนลงทุนหุ้นกู้ต้องรู้

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คู่แข่ง Nvidia โผล่! Cambricon ผู้นำชิป AI จีน รายได้พุ่ง 4,000% ราคาหุ้น “แพงสุดในจีน”

8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไอที ธุรกิจอื่น ๆ

บล.เกียรตินาคินภัทร ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก จัดงาน Thailand Focus 2025 ผลักดันเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยสู่โอกาสใหม่

Wealthy Thai

BPP เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.25 บาทต่อหุ้น กำหนด XD วันที่ 11 ก.ย. 2568 จ่าย 23 ก.ย. นี้

ทันหุ้น
วิดีโอ

JCS Technic Line เครื่องจักรอุตสาหกรรมอาหาร | Shark Tank Thailand Season 5

Media Tank

ก.ล.ต. เปิดเฮียริ่งกฎเกณฑ์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ ที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบก่อนใช้บังคับ

efinanceThai

“บลจ.-ประกัน-ต่างชาติ” จับมือซื้อตราสารหนี้ไทย 1.21 หมื่นล้านบาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

Evening Report 2025-08-29

StockRadars

ตลท. เผยครึ่งแรกปี 68 บจ.SET มีกำไรพุ่ง 15.4% รับอานิสงส์อัตราดบ.ลดลง - ปรับโครงสร้างธุรกิจ

efinanceThai

TRUE เฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชม. เสริมทัพสัญญาณ “บ้านปางอุ๋ง–แม่แจ่ม” หลังฝนถล่มหนัก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

ข่าวและบทความยอดนิยม

เหตุผล VS อารมณ์ ใครคุมเกมพอร์ตหุ้นของคุณอยู่ เช็กตัวเองด่วน!

Finnomena

Mobile World จากร้านขายมือถือ สู่เสาหลักค้าปลีกเวียดนาม

Finnomena

โพยกองทุนลดหย่อนภาษี 2025 คัดเน้นที่เดียวจบ! ลงทุนปีนี้ต้องมีกลยุทธ์

Finnomena
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...