เครือ รพ. พญาไท-เปาโล เปิด “โรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน”เจาะ EEC
เครือรพ. พญาไท-เปาโล ในเครือ BDMSเปิด “รพ. พญาไทบ่อวิน” รับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่บ่อวินและจังหวัดชลบุรี เจาะกลุ่มคนทำงาน แรงงาน ครอบครัวและEEC เฟสแรก 59 เตียงจากทั้งหมด 259 เตียง รับจังหวะศรีราชา Medical Hub แห่งเอเชีย
นพ. มาโนช พานทองวิริยะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน กล่าวว่า โรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ถูกวางบทบาทให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านบริการสุขภาพ ที่พร้อมตอบโจทย์การเข้าถึงของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชนแรงงาน หรือผู้ประกอบการภาคธุรกิจในพื้นที่และเป็นการสร้างเครือข่ายการดูแลสุขภาพของเครือ BDMS ในภาคตะวันออก
ด้วยจำนวนเตียงรวม 259 เตียง โดยเปิดให้บริการในเฟสแรกแล้ว 59 เตียงมุ่งรองรับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่บ่อวินและจังหวัดชลบุรี อาทิ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี, อมตะซิตี้, ปิ่นทอง, แหลมฉบัง, เหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด และ ยามาโตะ อินดัสตรีส์ เป็นต้น
โดยมีจุดแข็งคือการเป็นโรงพยาบาลที่ “ครบ-ใกล้-ทันสมัย” ซึ่งตอบโจทย์การขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรมใน EEC ได้อย่างลงตัว
- ครบ: ด้วยศูนย์ทางการแพทย์หลักที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ ศูนย์เด็ก ไปจนถึง ศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ที่มีระบบส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และเครือข่าย BDMS สำหรับการรักษาโรคซับซ้อน เช่น การทำหัตถการสวนหัวใจ
- ใกล้: อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการได้ง่าย
- ทันสมัย: ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์มาตรฐานสากล เช่น เครื่อง CT Scan และ MRI เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ
นพ. ชาญชัย สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา เปิดเผยว่า ศรีราชาได้ก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ระดับเอเชีย ที่รองรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ การเปิดโรงพยาบาลพญาไทบ่อวินจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่าย โดยมีโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาและพญาไทศรีราชา 2 เป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร
โรงพยาบาลพญาไทบ่อวินจะทำหน้าที่เป็นฐานสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ทั้งกลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม บุคลากรบริษัท และครอบครัว โดยรองรับสิทธิการรักษาทุกประเภท และมีเป้าหมายในอนาคตที่จะขยายศักยภาพเพื่อรองรับผู้ประกันตนได้มากถึง 500,000 ราย
การเปิดตัวโรงพยาบาลพญาไทบ่อวินครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายของพญาไท-เปาโลในภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานสากลได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมทั้งสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็น Medical Hub ที่ยั่งยืนของภูมิภาคอีกด้วย