โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อ OECD ประเมิน “คุณภาพ” เกณฑ์การจัดอันดับ ESG ชั้นนำ

Thairath Money

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในคอลัมน์นี้ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงรายงานสองชิ้นเกี่ยวกับประเทศไทยที่มีประโยชน์มาก จากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งให้ข้อเสนอแนะดีๆ มากมาย เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎระเบียบและกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ให้ทัดเทียมมาตรฐาน OECD ซึ่งไทยได้เริ่มกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้วอย่างเป็นทางการ

ไหนๆ ก็พูดถึง OECD แล้ว วันนี้ผู้เขียนจึงอยากแนะนำรายงานอีกฉบับของ OECD ที่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง แต่มีนัยเชิงนโยบายและข้อสังเกตที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย ในยุคที่หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินและตลาดทุน รวมถึงบริษัทน้อยใหญ่ต่างตื่นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อแนวคิดเรื่องความเสี่ยงและการจัดการด้าน ESG (ชื่อเรียกรวมๆ ของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ – Environment, Social, Governance) สังเกตจากการสมัครเข้าร่วมมาตรฐานการประเมิน ESG ชั้นนำ และปัจจุบันตลาดทุนไทยก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 โดย ISSB ซึ่งเป็นมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่ได้รับความนิยมและถูกฝากความหวังสูงสุดในโลก เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ออกโดยมูลนิธิ IFRS ผู้ออกมาตรฐานบัญชีซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก

รายงานของ OECD ฉบับที่ผู้เขียนอยากหยิบมาแนะนำชื่อ Behind ESG Ratings ออกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา ความน่าสนใจของรายงานฉบับนี้คือ OECD เลือกผลิตภัณฑ์จัดอันดับผลการดำเนินงานด้าน ESG (ESG rating products) จากผู้ให้บริการชั้นนำในด้านนี้ 8 เจ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ OECD ประเมินว่ามีส่วนแบ่งตลาดการจัดอันดับ ESG รวมกันมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในปี 2023 และรวมกันใช้ตัวชี้วัด ESG มากกว่า 2,000 ตัว

(ในรายงานไม่เปิดเผยรายชื่อผลิตภัณฑ์ แต่ผู้เขียนเดาว่าน่าจะรวมยี่ห้อที่มีคนใช้เยอะและครอบคลุมบริษัทจำนวนมาก อย่าง S&P Global ESG Scores, ISS, EcoVadis, FTSE Russell ESG Ratings, และ MSCI)

เมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ ESG rating มาแล้ว ทีมวิจัยจาก OECD ก็ลงมือประเมินเกณฑ์การจัดอันดับเหล่านี้ว่า 1) ตัวชี้วัด ESG ที่ใช้มีขอบเขตและลักษณะอย่างไร และ 2) เนื้อหามีความสอดคล้องหรือไม่เพียงใด กับแนวปฏิบัติของ OECD ว่าด้วยการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบของบริษัทข้ามชาติ (ชื่อเต็ม OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct (RBC) หรือเรียกย่อๆ ว่า แนวปฏิบัติ RBC) ซึ่งเป็น “เครื่องมือเชิงนโยบาย” ที่สำคัญของกลุ่มประเทศ OECD ในการผลักดันความรับผิดชอบของธุรกิจข้ามพรมแดน และที่ผ่านมาแนวปฏิบัติชุดนี้ก็มีอิทธิพลสูงมากต่อการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และการตรวจสอบรอบด้าน (due diligence) ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิก OECD หลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป

ผลการประเมินของทีม OECD ได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สรุปได้ 4 ข้อดังต่อไปนี้

1. ขอบเขตตัวชี้วัด: ความไม่สมดุลและช่องว่างที่ถ่างกว้างระหว่างหัวข้อ ESG ต่างๆ

ประเด็น ESG ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานหรือมีมาตรฐานน้อยกว่า มักขาดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมและละเอียดเมื่อเปรียบเทียบกับหัวข้อที่คนคุ้นเคยและใช้มานานกว่า เช่น มีการใช้ตัวชี้วัดต่างๆ กว่า 20 ตัวในการวัดผลการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับหัวข้ออย่าง บรรษัทภิบาล จริยธรรมทางธุรกิจ และการจัดการสิ่งแวดล้อม ขณะที่ใช้ตัวชี้วัดไม่ถึง 5 ตัวสำหรับหัวข้อค่อนข้างใหม่ อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ และความสัมพันธ์กับชุมชน ในบางกรณี หัวข้อบางหัวข้อถูกเว้นไปทั้งหมดจากเกณฑ์การจัดอันดับ ESG รวมถึงสิทธิมนุษยชนและการคอร์รัปชัน

ทีมวิจัยสรุปว่า แม้เราจะไม่สามารถสรุปว่าตัวชี้วัดจำนวนมากกว่าจะส่งผลให้วัดผลการดำเนินงาน (ของบริษัทในหัวข้อ ESG นั้นๆ) ได้อย่างเที่ยงตรงกว่า แต่การที่บางหัวข้อมีตัวชี้วัดน้อยมากอาจบ่งชี้ว่า ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ อาจไม่ถูกระบุอย่างมีความหมายและครอบคลุม

2. เปรียบเทียบตัวชี้วัดข้ามเกณฑ์ได้ยาก เพราะมีความแตกต่างอย่างมากในแนวทางการวัดระหว่างเกณฑ์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ESG rating แต่ละเจ้า

ทีมวิจัย OECD พบว่า ขอบเขตของตัวชี้วัดสำหรับหัวข้อเดียวกัน มีความแตกต่างกันอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบข้ามผลิตภัณฑ์ ESG rating ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ ESG rating ชุดหนึ่งใช้ตัวชี้วัดมากกว่าอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งถึง 28 เท่า ในการประเมินผลการดำเนินงานหัวข้อ บรรษัทภิบาล ความแตกต่างของจำนวนตัวชี้วัดนี้ห่างกันตั้งแต่ 1 ถึง 47 ตัว ในการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และ 4 ถึง 113 ตัว ในการประเมินระดับบรรษัทภิบาลของบริษัท

ความแปรผันที่สูงมากของจำนวนตัวชี้วัดต่อหัวข้อระหว่างผลิตภัณฑ์ ESG ratings ต่างๆ นี้ สะท้อนว่าผู้ให้บริการจัดอันดับใช้ระเบียบวิธีที่แตกต่างกัน ประยุกต์ใช้ระดับความละเอียดต่างกัน และน่าจะเห็นไม่ตรงกันด้วยว่าเราควรประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทอย่างไร

3. ผลการดำเนินงานด้าน ESG ส่วนใหญ่ถูกวัดด้วยการเน้น “ความพยายาม” ของธุรกิจมากกว่า “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจริง

ในข้อค้นพบที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจที่สุดของรายงานฉบับนี้ ทีมวิจัย OECD พบว่า ผลิตภัณฑ์ ESG rating ต่างๆ พึ่งพาตัวชี้วัดที่อิงปัจจัยนำเข้า (input-based metrics) เป็นหลัก มากถึง 68% หรือมากกว่าสองในสาม ตัวชี้วัดเหล่านี้รายงาน “นโยบาย” และ “กิจกรรม” ของบริษัทที่รายงานด้วยตัวเอง ซึ่งบริษัทอ้างว่าทำไปเพื่อจัดการกับผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสของ ESG ที่เป็นไปได้และที่เกิดขึ้นจริง ในขณะที่ตัวชี้วัดที่เหลืออีกราวหนึ่งในสามของตัวชี้วัดทั้งหมดรายงาน “ผลลัพธ์” เป็นหลัก โดยเน้นที่ผลลัพธ์ของนโยบายและกิจกรรมเหล่านี้

OECD มองว่า การพึ่งพาตัวชี้วัดที่เน้นปัจจัยนำเข้าอาจกระตุ้นแนวทาง “ติ๊กถูกก็พอแล้ว” (tick-boxing) มากกว่าการดำเนินการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงที่แท้จริง นอกจากนี้ การพึ่งพาตัวชี้วัดเน้นปัจจัยนำเข้ายังอาจเป็นประโยชน์กับบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า SMEs เนื่องจากบริษัทข้ามชาติอาจมีทรัพยากรมากกว่าในการประยุกต์ใช้ ดำเนินการ และเปิดเผยมาตรการต่างๆ ซึ่งรองรับโดยตัวชี้วัดเหล่านี้

4. ผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทถูกประเมินโดยใช้ ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เป็นหลัก (72%) ซึ่งตัวชี้วัดที่เน้นปัจจัยนำเข้าก็คิดเป็นส่วนใหญ่ของตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเหล่านี้

OECD มองว่า ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเหล่านี้อาจไม่สามารถสะท้อน “ผลการดำเนินงาน” ด้าน ESG ของบริษัทได้อย่างแท้จริง เพราะมันเพียงแต่อนุมานว่าการดำเนินงานของบริษัทดีเพียงใดในเรื่องนั้นๆ จากการมีอยู่ของนโยบายและมาตรการจัดการกับผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิผลที่แท้จริงของมาตรการดังกล่าว

ในทางตรงกันข้าม มีตัวชี้วัดเพียง 17% เท่านั้นที่เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณเน้น “ผลลัพธ์” มากกว่านโยบายหรือกิจกรรม และดังนั้นจึงน่าจะสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทได้ดีกว่า

(ถ้าให้ผู้เขียนยกตัวอย่างง่ายๆ – “ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากปีฐาน” เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณเน้นผลลัพธ์ ส่วน “บริษัทประกาศเป้าหมาย Net Zero” เป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเน้นนโยบาย/กิจกรรม หรือ “จำนวนเรื่องร้องเรียนในปีที่ผ่านมา” เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณเน้นผลลัพธ์ ส่วน “บริษัทมีการดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษชนอย่างรอบด้าน (human rights due diligence) ในปีที่ผ่านมา” เป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเน้นนโยบาย/กิจกรรม)

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ความขาดการเชื่อมต่อที่เป็นไปได้ระหว่างตัวชี้วัดพร็อกซีและการวัดประสิทธิภาพอาจมีผลกระทบต่อการประเมินประสิทธิผลของนโยบายสาธารณะด้วย

สุดท้าย ทีม OECD ตั้งข้อสังเกตว่า ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างสัดส่วนข้อมูลเชิงปริมาณที่ต่ำและจำนวนตัวชี้วัดต่อหัวข้อที่ต่ำ ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาษี และการแข่งขัน ล้วนเป็นหัวข้อที่ทั้งมีสัดส่วนข้อมูลเชิงปริมาณต่ำที่สุด และมีจำนวนตัวชี้วัดรวมน้อยที่สุด ซึ่งบ่งชี้เพิ่มเติมว่า การประเมินผลการดำเนินงานของบริษัทในบางหัวข้ออาจยังไม่เพียงพอ

จากข้อสังเกตทั้ง 4 ข้อข้างต้น ทีม OECD จึงสรุปว่า ตัวชี้วัดของผลิตภัณฑ์ ESG rating ชั้นนำ 8 เจ้านั้น โดยรวม ไม่เพียงพอ ต่อการประเมินว่า บริษัทข้ามชาติได้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจ (Responsible Business Conduct) ของ OECD หรือไม่เพียงใด

รายงานฉบับนี้ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกหลายข้อ อาทิ โครงสร้างแบบ “แยกเป็นส่วนๆ” และตามหัวข้อ ขัดแย้งกับโครงสร้างมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนล่าสุด (เช่น มาตรฐาน ESRS และ IFRS S1) ทำให้เกิดความท้าทายสำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้ตัวชี้วัดด้าน ESG ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิผลของกระบวนการตรวจสอบรอบด้าน (due diligence) ของบริษัทในประเด็นความยั่งยืนต่างๆ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์การให้คะแนน ESG ส่วนใหญ่ประเมินการปฏิบัติตาม หรือ “การละเมิด” แนวปฏิบัติ RBC ของ OECD ผ่านตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการโต้เถียง (controversies) ที่เกิดขึ้นในสังคม ตัวชี้วัดเหล่านี้มักดูที่การมีอยู่และความแพร่หลายของการโต้เถียงในการดำเนินงานและ/หรือห่วงโซ่อุปทานของบริษัท มากกว่าจะไปประเมินความพยายามและประสิทธิผลของกระบวนการตรวจสอบรอบด้านของบริษัท และกระบวนการบรรเทาผลกระทบด้านความยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริง โดย OECD ประเมินว่าตัวชี้วัดราว 15% ของตัวชี้วัดทั้งหมดสามารถเรียกได้ว่า เป็นตัวชี้วัด “ที่อิงการโต้เถียงในสังคม”

สุดท้าย การประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่ไกลกว่าการดำเนินธุรกิจโดยตรง (เช่น ความเสี่ยง ESG ที่ปรากฎในระดับคู่ค้า หรือต้นน้ำวัตถุดิบของบริษัท ไม่ใช่ในโรงงานหรือสาขาของบริษัท) ยังมีจำกัด มีเพียง 7% ของตัวชี้วัดทั้งหมดเท่านั้นที่เชื่อมโยงกับการจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

รายงานของ OECD ชี้นัยที่น่าคิดว่า ถึงแม้ทุกวันนี้หลายบริษัทจะรู้สึกว่า มาตรฐาน ESG ทุกวันนี้มีเยอะแยะยุ่บยั่บเกินไป สร้างภาระมากมายในการรวบรวม สังเคราะห์และเปิดเผยข้อมูล เราก็ยังคงต้องขยายความพยายามไปครอบคลุมหัวข้อความยั่งยืนที่มีความสำคัญแต่ที่ผ่านมาถูกละเลยหรือยังเป็นเรื่อง “ใหม่มาก” สำหรับภาคธุรกิจ อาทิ การแข่งขัน การรับมือต่อภาวะโลกรวน ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิทธิมนุษยชน – แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางยุบรวมและปรับปรุงตัวชี้วัดให้เน้น “ผลลัพธ์” มากขึ้น เน้น “นโยบาย” และ “กิจกรรม” น้อยลง รวมถึงมองให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประเด็น ESG ต่างๆ เพื่อลดภาระการรายงานของบริษัทให้ได้มากที่สุด

รายงาน OECD ฉบับนี้ให้ฉายภาพความก้าวหน้าเกี่ยวกับมาตรฐาน ESG เช่นกัน เช่น ด้วยการยกตัวอย่างว่า เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลหลายประเทศและผู้จัดทำมาตรฐานหลายคณะ ได้เปิดตัวและประกาศใช้เกณฑ์อย่าง ESRS, GRI 4.0, IFRS S1 และ S2 ของ ISSB และมาตรฐานเมื่อเร็วๆ นี้ของ Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) และที่กำลังจะมาถึงจาก Taskforce on Inequality and Social-related Financial Disclosures (TISFD)

ทีมวิจัย OECD มองว่า มาตรฐานใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความพร้อมใช้และความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูลทั่วโลกอย่างแน่นอน ซึ่งจะให้ข้อมูลกับผู้ให้บริการ ESG rating มากขึ้น กรอบการรายงานที่แตกต่างกันเหล่านี้ให้ชุดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสด้าน ESG และมาพร้อมกับคำแนะนำว่า ธุรกิจและนักลงทุนสามารถตั้งเป้าหมาย ตีความ และใช้ข้อมูลได้อย่างไรบ้าง

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ OECD ประเมิน “คุณภาพ” เกณฑ์การจัดอันดับ ESG ชั้นนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thairath Money

ราคาทองวันนี้ 30 สิงหาคม 2568 ล่าสุด ราคาปรับเพิ่ม 350 บาท ราคาทองรูปพรรณ บาทละ 53,400 บาท

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อยากรวยต้องจ่าย ? เพื่อลงทุนใน “ความรู้การเงิน” ที่ “เขาว่าคุ้ม” มันคุ้มแค่ไหน

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความธุรกิจ-เศรษฐกิจอื่น ๆ

“พายุดีเปรสชัน” ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “หนองฟ้า” แล้ว ไทยเจอฝนถล่มหลายจังหวัด

TNN ช่อง16

ชาวสุรินทร์เฮ! 'คุณากร' ดันเนื้อสุรินทร์ ขึ้นทะเบียน GI ช่วยสร้างรายได้ปีละ 43 ล้าน

MATICHON ONLINE

พาณิชย์ ขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

Khaosod

AEO จีน-ไทย บังคับใช้ หนุนการค้าเจียงเหมิน–ไทย โตฉลุย

การเงินธนาคาร

โอกาสทอง! 7 แบงก์ ซื้อรับปันผลระหว่างกาล ก่อน XD ก.ย.นี้ ยีลด์สูงสุด 2.52%

PostToday

ปิดฉากนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 และอายุน้อยที่สุดของไทย รับมติศาลรัฐธรรมนูญฟันพ้นจากตำแหน่งพร้อม ครม.ทั้งคณะ จับตาทิศทางเศรษฐกิจ ลงทุน ช่วงสุญญากาศทางการเมืองจะไปทางไหน?

BTimes

ภาษีทรัมป์เสี่ยงล่ม! เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต

Amarin TV

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปิดดีลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยไม่ต่ำกว่า 200 ล. ตามกรอบ JTC ไทย-มาเลเซีย

Khaosod

ข่าวและบทความยอดนิยม

เตือนผู้ส่งออกรับมือ COP15

Thairath Money

คนญี่ปุ่นลงทุนในไทย เลือกใช้บริการกับกรุงศรี เป็นอันดับ 1 ตั้งเป้าปีนี้ พอร์ตเงินกู้โต 9%

Thairath Money

TOA รับรางวัลอาเซียน ผู้นำธรรมาภิบาลดีเด่น

Thairath Money
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...