โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go

a day magazine

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

เราเชื่อว่าหลายคนเวลาไปดูคอนเสิร์ตคงคาดหวังที่จะได้เจอศิลปินคนโปรดเล่นสดสักครั้ง ฟังเพลงโปรดสักเพลง แต่บางครั้งพอไปถึงคอนเสิร์ตก็อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างแบบไม่คาดคิด ที่ทำให้เราได้ค้นพบศิลปินเจ๋งๆ สักคนแบบไม่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโซโลกีตาร์สุดเฟี้ยวเด้งเข้าหู หรือทำนองมันเร้าจนทำให้เราต้องหยุดดูว่าคนที่เป็นต้นเหตุเสียงนี้เป็นใคร!

It pains and torments

Oh, the thoughts that's on my mind

But I couldn't back out not even knowing why

I'm sorry, I

I'm sorry, I

I'm sorry, I

I just can't let you go

ณ คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว เสียงกีตาร์สุดเฟี้ยว แทรกกับเสียงร้องสุดมันสลับกันเร้า จนทำให้เราต้องสับขาเดินตามเสียงนั้นไป ขาหยุดนิ่งเมื่อถึงหน้าเวที เพลงที่ดังขึ้นตอนนั้นคือ ‘can’t let u go’ เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนชื่อเพลง แหงนหน้าขึ้นเวทีเห็นโลโกศิลปินสีแดงเด่นสะดุดตา ‘VARIS’ หรือ ‘วิน วริศ คงสุวรรณ’ ดูท่าเราจะค้นพบศิลปินโปรดเพิ่มอีกคนซะแล้ว

สืบเพิ่มVARIS’ (วริศ) หรือ ‘วิน วริศ คงสุวรรณ’ เคยได้รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากงานคมชัดลึกอะวอร์ดเมื่อปี 2021 เราร้องโว้ว! ออกมาเพราะศิลปินที่เราค้นพบดีกรีโคตรเทพ! ด้วยเหตุนี้ก็ยิ่งน่าจับตามองว่าเขาคงจะเติบโตไปได้ไกลอีกแน่ แต่หากค้นชื่อนี้ในวงการกระแสเพลงหลักอาจยังไม่คุ้นหูนัก คงเพราะด้วยดนตรีที่แปลกแหวกแนวที่ได้ผสมผสานซาวนด์หลายอย่างในเพลง ไม่ว่าจะเป็น Rock, Electronic, R&B, Hiphop, Alternative มีกลิ่น Folk หน่อยๆ ฟังรวมๆ กลับเท่ซะงั้น เพราะมันทำให้เราอยากจะโยกหัวตามจังหวะเพลง กระโดดได้ทุกทีที่ดนตรีมันเร้า และพร้อมจะพาเราพุ่งเข้าไปในเสียงดนตรีได้ทุกเมื่อ

แต่แท้จริงแล้ว นิยามเพลงของวินคือแนวไหนกันแน่ วินสารภาพว่า “มันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย” โถ่วิน เราน่าจะได้คำตอบจากนายตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องสาธยายนาน

เห็นยังดูเด็กแบบนี้แต่ไม่ใช่ว่าวินเพิ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ในวงการเพลงแต่อย่างใด เพราะวินทำเพลงมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยแล้ว เขาลุยทำเพลงด้วยตัวเองทุกกระบวนการ แถมยังมีเพลงคุ้นหูหลายเพลงเสียด้วย เช่น ‘0.01’, ‘N.’ และ ‘Did I?’ ล่าสุดตอนนี้ได้เปิดตัวเป็นศิลปินในค่าย SONY MUSIC ด้วยเพลง ‘Zoned Out’ และ ‘IN TIME’

“ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย!” วินพรวดขึ้นมาในช่วงสัมภาษณ์ แต่ขอเบรกไว้ก่อนนะ ขอโปรยเสน่ห์นายเพิ่มอีกนิด

วินในวันนั้นต่างจากวินในวันนี้พอสมควร จากหนุ่มผมรองทรงเป็นหนุ่มผมยาวมาดเซอร์ ท่าทีดูนิ่งขึ้น แต่ก็ยังแอบกวนในบางที จากหนุ่มบ่าพาดด้วยกีตาร์โปร่งชิลๆ ตอนนี้บ่าพาดด้วยกีตาร์ไฟฟ้าเฟี้ยวๆ เมื่อก่อนสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย ช่วงนี้มีสร้อยคอหินเสริมมาด้วย ดูจะอินเลยไม่น้อย (เพราะใส่ทุกงานที่เล่น)

เดินทางมาครึ่งทศวรรษกว่าจะมีค่าย วันนี้เราอยากชวนวินมานั่งพูดคุยถึงเส้นทางศิลปินตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราจะพาล้วงไส้พุงล้วงพุงถึงตัวตนของวินแบบจริงๆ จังๆ ฉะนั้นระวังตัวไว้ให้ดีเพราะพวกคุณอาจจะตกหลุมรักหนุ่มคนนี้โดยไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ) เล่ามาถึงตรงนี้ ยังไม่เข้าเรื่องสักที งั้นเริ่มเลยแล้วกัน

“นี่คือเริ่มแล้วเหรอครับ” วินอึ้งบวกขำเล็กน้อย เราตอบวินไปให้รู้ว่าใช่แล้วล่ะ เราเริ่มคุยกันแบบนี้แหละ “ว้าว อย่างกับรายการ The Driver ที่เขาชอบเปิดรายการกัน” เราขำพลางกันพอหอมปากหอมคอให้บรรยากาศผ่อนคลาย หลังจากนี้เราก็จะซัดคำถามให้วินอย่างจริงจังแล้ว

‘N.’ ตัวย่อคำนามที่นิยาม ‘VARIS’

แนะนำตัวเองในฐานะ VARIS ในเวลา 0.01 วิ

ห้ะ! (ขำพรวด อ้าปากค้าง) วริ- (หมดเวลา)

ล้อเล่น มีชื่อเพลงเกี่ยวกับเวลาทั้งทีจะไม่แกล้งได้ไง แนะนำตัวตามสไตล์ได้เลย

(ดัดเสียงเข้ม) สวัสดีครับ VARIS ครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ

แล้วถ้าแนะนำตัวในฐานะวินเฉยๆ ล่ะ

(ดัดเสียงเข้มอีกรอบ) สวัสดีครับ ชื่อเล่นชื่อวิน ชื่อจริงชื่อวริศ เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ

ตัวตนของ ‘VARIS’ กับ ‘วิน’ ในตอนนี้คือคนเดียวกันรึเปล่า

ใช่ครับ ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้เราว่ามาถึงจุดที่ใช่แล้ว

แล้วจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าเรามาถึงจุดที่ใช่แล้ว

พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในการทำงาน ทำเพลง หรือสร้างผลงานอะไรออกมาสักอย่าง เรากล้าคิด กล้าทำ กล้าเอาด้านที่เมื่อก่อนเราไม่ค่อยกล้าโชว์ออกมามากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะแยกตัวตนกับงานออกจากกัน แต่ตอนนี้มันรวมเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว ในเวลาเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าเราก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่มั่นใจขึ้น กล้าขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้นจากการที่เราทำสิ่งนี้มาเรื่อยๆ จนเรียนรู้และหล่อหลอมมาเป็นเราในทุกวันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อนที่มาเล่น Live in a day คิดว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน

เคยกลับไปย้อนดูแล้วก็คิดกับตัวเองว่า ‘ไอ้หมอนั่นใครวะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็รู้สึกเปลี่ยนไปเยอะนะ ในเรื่องของการรู้จักตัวเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงมหา’ลัย มันคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงการค้นหาตัวเองว่าเราอยากเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ค้นหาสิ่งที่ชอบ รสนิยมอะไรต่างๆ มันเป็นช่วงเวลาลองผิดลองถูก ตัวตนของวริศทุกอย่างก็เริ่มมาจากตรงนั้นพอดี

Varis - N. | Live in a day

คิดว่าตอนนี้เจอผู้ใหญ่คนนั้นของตัวเองแล้วหรือยัง

เรียกว่ารู้จักกันดีขึ้นแล้วกัน เราทำความเข้าใจผู้ใหญ่คนนั้นได้ดีขึ้นกว่า 5 ปีที่แล้วเยอะเลย แต่เราก็เชื่อว่าจุดนี้มันยังไม่สุดหรอก ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ

จากการทำเพลงที่ผ่านมา คิดว่าเพลงไหนที่เป็นตัวตนเรามากที่สุด

เพลง ‘V’ ในอัลบั้ม ‘Supervillain’ คอนเซปต์คือเราจะเล่าเรื่องในระยะเวลาหนึ่งคืน 8 ชั่วโมง 8 เพลง เพลงแรกชื่อ ‘22:00’ ก็คือ 4 ทุ่ม เพลงสุดท้ายคือ ‘V’ เป็นเวลาตี 5 ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เนื้อหาในเพลงนั้นเราเขียนเพื่อฮีลใจตัวเอง เขียนเพื่อบอกตัวเองให้รู้จักรักตัวเองมากขึ้น ถ้าใครจะอยากรู้จักเรา ลองฟังเพลงนั้นดู เพราะนั่นคือมุมที่เราเผยความอ่อนแอออกมาแล้ว

เพลงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้วินได้เรียนรู้ว่ากำลังโตขึ้นรึเปล่า

ใช่ เราให้ทั้งอัลบั้ม ‘Supervillain’ เลย อย่างที่บอกไปว่าเราเขียนอัลบั้มนั้นเพื่อฮีลตัวเองด้วย ตอนนั้นมันมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ใดๆ บวกกับตอนนั้นคือช่วงที่เรียนจบมา แถมยังลาออกจากงานพอดี ช่วงนั้นรู้สึกว่าชีวิตถาโถมมากเลย เราก็เลยทำอัลบั้มนี้เพื่อสะท้อนตัวเอง ทำให้เราได้ทำความเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วก็ฮีลตัวเองไปในเวลาเดียวกัน

เพราะถึงช่วงวัยเบญจเพสด้วยรึเปล่า

ใช่ๆ อายุ 25 เลย เราไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมถึงต้องเป็นตัวเลขนี้ หรือว่าเบญจเพสเป็นจุดเช็กพอยต์ของมนุษย์เหรอ หรืออาจจะเป็น Quarter Life Crisis ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของจริง โคตรมันอะ ชีวิตตอนนั้น ก็เลยได้เพลงมาเยอะเลย (หัวเราะ)

หลังจากจบอัลบั้มนั้นก็ได้ทำคอนเสิร์ตเล็กๆ ชื่อ ‘V for VARIS’ พอดี เหมือนเวลาพาเราไปเจอสิ่งที่ใช่เองมั้ง แต่ ณ เวลานั้นเราเองก็คงไม่รู้หรอก คิดแค่ว่า ‘เชี่ย ทำไมชีวิตวุ่นวายจังวะ’ แต่ว่าพอมองย้อนกลับไปมันก็คงถูกแล้วล่ะที่เป็นแบบนั้น มันคงมีการเดินทางบางอย่างที่พาเราให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เป็นคนที่รักตัวเอง และรู้จักตัวเองมากขึ้น

รักตัวเองของวินตอนนี้เป็นยังไง

เราว่าความหมายและเนื้อหาของมันคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ แต่ถ้าให้นึกสิ่งที่ยึดเป็นหลัก คือเอาใจเราไว้ก่อน เราต้องเอาตัวเองไว้ก่อนโดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ ต้องนึกถึงตัวเองให้มากๆ แคร์จิตใจตัวเองให้มากๆ เพราะว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือเรา ต้องกลับมาให้ความสำคัญตัวเองที่สุด

วินเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายมาก ก่อนจะมาเป็นศิลปินเคยทำอะไรมาบ้าง

เมื่อก่อนก็มีช่วงชีวิตที่เคยทำงานประจำ แต่ก็ลาออกมาแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นทำงานเป็น Sound Engineer อยู่เกือบๆ สองปี เนื้องานที่เราต้องทำก็คืออัดเสียงนักพากษ์ไทยให้ตรงกับเสียงในหนังต่างชาติ และแก้ไขเสียงพูดของนักพากษ์ให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด ตอนนั้นอยากมีรายได้เป็นของตัวเอง ความเด็กจบใหม่ไฟแรงอยากสร้างเนื้อสร้างตัวเราว่าทุกคนก็คงเป็นแหละ

สิ่งนี้ยากกว่าการทำเพลงไหม

เราว่าคนละอย่างเลย มันใช้สกิลพื้นฐานคล้ายๆ กันกับเรื่องโปรแกรม แต่ว่าสุดท้ายเรื่องวิธีคิด เซนส์มันต่างกัน การที่เราไปทำสิ่งนั้นมาก็ทำให้เราได้สกิลติดตัวบางอย่างมาทำเพลงนะ อย่างการทำ MV เราจะซีเรียสมากเรื่องซิงค์ปาก เพราะเราทำหนังพากษ์มา อะไรแบบนี้มันก็จะมีติดมาอยู่

จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าอยากออกจากงานประจำมาทำดนตรีแบบสุดตัว

สำหรับเรามันคือจุดที่เริ่มรู้สึกว่าเราไม่ได้อยากทำงานประจำตลอดไป เหมือนเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เรารักจะทำมันจริงๆ คืออะไร ก็คือการทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ อะไรแบบนี้ ก็มานึกได้ว่าเราไม่มีเวลาให้มันมากพอ เราก็เลยจัดระเบียบชีวิตใหม่หมด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจตัดงานประจำออกไป

ตอนนั้นก็กลัวตัวเองจะไม่มีกินเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่พอทุกวันนี้ชีวิตเราต้องกำหนดว่าเป็นฟรีแลนซ์ปุ๊บ เรื่องนิสัยก็เปลี่ยนไปเยอะเพราะต้องมีวินัยมากขึ้น ต้องมีระเบียบมากขึ้น เพื่อจัดการชีวิตเราให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งเรื่องเงิน พลังงาน ความรู้สึกของเรา เรื่องตารางเวลาชีวิตต่างๆ เพราะถ้าเราไม่มีวินัย ไม่มีระเบียบ ชีวิตก็จะเละเทะได้เหมือนกัน

วินรวมตัวกับเพื่อนในวง VARIS ได้ยังไง

ตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัยเลย ด้วยความที่เราเรียนดุริยางค์มันก็มีสังคมคนทำดนตรี ตอนปี 2 - 3 ก็เหมือนมีรุ่นพี่กำลังจะไปเล่นงานข้างนอกกับแก๊งเพื่อนๆ ตอนนั้นเราก็มีเพลงของตัวเองประมาณหนึ่ง เขาชวนเราไปเล่นด้วยก็เลยต้องหาวงแบ็กอัปเพิ่ม เริ่มฟอร์มทีมชวนเพื่อนๆ ชวนคนรู้จักกันมา มือกลองกับมือกีตาร์ก็คือเล่นร้านด้วยกันปกติมาก่อนแล้ว ส่วนมือคีย์บอร์ดเป็นเพื่อนในแก๊งเดียวกันที่มาเพิ่มค่อยๆ มารวมตัวกัน แล้วก็กลายเป็นวงนี้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นวงนี้อยู่ มีเปลี่ยนมือเบสไปทีหนึ่ง แล้วก็เพิ่มมือทรัมเป็ตมา เรียกว่าไม่เคยขาดกัน

เรารู้สึกขอบคุณเพื่อนๆ มากนะ ดีใจมากๆ จากเมื่อก่อนที่เป็นเด็กมหา’ลัยอยู่หอ กินเหล้าเข้าเรียนทำโปรเจกส่งอาจารย์ แต่ทุกวันนี้เราโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินกัน จากวันนั้นถึงวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ แต่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ เราว่าเป็นความโชคดีแล้วกัน เหมือนชีวิตเรามันไปด้วยกันได้

มีปัญหากับเพื่อนบ้างไหมตอนที่ตัดสินใจมาเป็นศิลปินเดี่ยว

เราคุยสิ่งนี้กันหลายครั้งมาก ถึงแม้ว่าจุดยืนของ VARIS จะชัดเจนขึ้นว่า เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นโปรดิวเซอร์ แต่เราว่าสุดท้าย VARIS ก็จะมีแก๊งของเขาเหมือนกัน เราไม่ได้ทรีตเขาเป็นแบ็กอัปอย่างเดียว พวกเขาคือหมู่มวล คือพลังงานของเรา แล้วทุกคนก็เข้าใจสิ่งนี้ ประจวบเหมาะที่เราก็เป็นเพื่อนกันจริงๆ เพื่อนในวง VARIS ก็คือเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตเราแล้ว (หัวเราะ) เรารู้กันว่าสิ่งนี้ก็คือการทำงาน ในขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องหาจุดบาลานซ์ความพอดีกันไปเรื่อยๆ ถ้าชีวิตเราจะดำเนินต่อไปพร้อมๆ กัน แต่เรียกได้ว่าเราเองก็โชคดีแล้วกันที่มีเพื่อนที่พร้อมจะลุยไปกับเรา ขอบคุณนะเพื่อน (ยิ้ม)

‘Zoned Out’ หลุดกรอบอารมณ์ไปกับเสียงดนตรี

คิดว่าตัวเองเนิร์ดดนตรีไหม

(วินหลุดยิ้ม เหมือนจะอ้าปากบอกว่าไม่ แต่สุดท้ายก็แพ้เสียงในหัว) ก็ได้ ยอมรับว่าเนิร์ด (หัวเราะ) อาจจะด้วยความที่เราเป็นเด็กดนตรีด้วยมั้ง เราว่าข้อแตกต่างระหว่างคนเรียนดนตรีกับคนไม่เรียนดนตรีอย่างเดียวไม่ใช่ว่าทำเป็นหรือไม่เป็น แต่เรามีเครื่องมือสื่อสารมากแค่ไหนต่างหาก เราอาจจะมีเครื่องมือในการสื่อสารได้มากกว่าคนที่ไม่เรียนดนตรี มันให้ความสะดวกละกัน เวลาเราอยากให้เพลงตรงนี้เป็นแบบนี้ เราก็พูดศัพท์อะไรสักอย่างขึ้นมา เรากับเพื่อนก็เก็ทกัน

ยกตัวอย่างได้ไหม

อย่างเช่นเวลาเราสื่อสารกับเพื่อน เราก็จะรู้กันว่ามันเรียกว่าอะไร เช่น ขอแบบ Attack ไวๆ หรือแบบปล่อย Release ยาวๆ อะไรแบบนี้ งงไหม (หัวเราะ) มันก็จะมีคำที่เราพูดกันแล้วก็จะเก็ทว่ามันคือเสียงอะไร หน้าตาแบบไหน แต่เอาจริงๆ ไหม การรู้ทฤษฏีดนตรี การได้เรียนรู้ผ่านระบบการศึกษาดนตรีมา พอถึงเวลาทำงานจริงๆ มันก็มีหลายอย่างนะที่เราต้องแก้ไขหน้างานเหมือนกัน เราก็ต้องเรียนรู้ว่าบางอย่าง มันก็ไม่ได้เป็นแบบแผนขนาดนั้นว่ะ บางอย่างมันใช้ใจกว่านั้นว่ะ ก็ต้องเรียนรู้กันไป

คิดว่าเพราะอะไรที่ทำให้หลงใหลกับดนตรีได้นานขนาดนี้

โห โคตรยาก (นิ่งคิด) เราว่าพอมันมาถึงจุดนี้มันเป็นความรักในดนตรีไปแล้วว่ะ มันเหมือนเรารักอะไรสักอย่าง ก็จะมีช่วงแรกๆ เราอาจจะหลงใหลมันด้วยความหวือหวา ด้วยความสนุก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะทำให้ได้เจอช่วงเวลายากๆ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ได้เห็นด้านมืดของมัน แต่พอเราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ แล้วเรายังอยู่กับมันอยู่ มันก็คือการพิสูจน์ความรักในดนตรีอย่างหนึ่งเลยนะ อันนี้เปรียบเทียบเหมือนคล้ายๆ กับมีแฟนเลย เราว่าที่ทุกวันนี้มันยังอยู่ในชีวิตของเราอยู่เพราะว่าเรารักมัน เรามองมันเป็นคู่ชีวิตไปแล้ว คู่ชีวิตที่มีชื่อว่าดนตรี คู่ชีวิตที่ไม่มีอะไรมาแทน

กระบวนการทำเพลงของวินเริ่มจากอะไรยังไง

เริ่มจากมีไอเดียตั้งต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้อง ดนตรี หรือทำนองต้องมีไอเดียตั้งต้นหมดเลย แต่ก็แล้วแต่ช่วงที่คิดได้นะ ถ้าอย่างตัวเราเองจะชอบเริ่มจากทำนองก่อน เพราะสำหรับเรามันสำคัญ เรารู้สึกเนื้อเพลงก็สำคัญนะ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเนื้อเพลงก็คือทำนองที่เอาเนื้อเพลงนั้นเข้าไปใส่ ทำนองก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำที่สุด

แล้วทุกครั้งที่วินคิดไอเดียตั้งต้น เริ่มจากตัวเองหรือรอบข้างมากกว่ากัน

ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เราอินนะ เราว่าคนเขียนเพลงทุกคนจะเขียนจากเรื่องที่เราอินเป็นส่วนใหญ่ อย่างเราถ้าเรารู้สึก เราก็จะแต่งเพลงออกมาได้ง่ายกว่า พวกเรื่องใกล้ตัว เรื่องความรู้สึกต่างๆ ที่มันกระวนกระวายในใจเรา อัดอั้น เราก็รู้สึกว่าการเขียนเพลงเหล่านี้ออกมา มันก็เป็นเหมือนการระบาย และสรุปเพื่อทำความเข้าใจมันเหมือนกัน

นิยามแนวเพลงตัวเองไว้ว่ายังไง

เราเลิกคิดสิ่งนี้ไปนานมากแล้ว เอาจริงมันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มจับทางได้ว่า VARIS ก็คงเป็นแนวเพลงที่พื้นฐานมาจากเพลงร็อก แต่ว่าก็จะมีแนวของอิเล็กทรอนิกส์, อาร์แอนด์บี, ฮิปฮอปแล้วก็โฟล์กผสมลงไปบ้าง แต่เราว่าหลักๆ มันคือเพลงอีโมที่ดนตรีแปลกหน่อยเท่านั้นแหละ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพยายามจะทำนะ แต่ไม่ได้นิยามเหมือนกัน

ชอบพาร์ตไหนมากที่สุดในการทำดนตรี

ชอบพาร์ตไหนสุดเหรอ เราก็ยังชอบการเป็นศิลปินที่สุดอยู่ดีนะ ชอบการเล่นร้องเพลงตัวเอง ชอบเพอร์ฟอร์มเพลงตัวเอง การเชื่อมต่อกับผู้คน เพราะเวลาเล่นสดเราให้ความสำคัญมากนะ เพราะว่าเราต้องคุยกับคนดู เชื่อมต่อกับคนดูผ่านตัวเรา ผ่านวงเรา ผ่านดนตรีที่เราเล่นออกมา เราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นที่สุด เราเลยรู้สึกว่าด้านที่ชอบที่สุดก็อาจจะเป็นด้านนี้แหละ

เราเคยได้ยินวินพูดตอนเล่นสด ณ ร้านแห่งหนึ่งว่า “งานนี้เป็นงานเดียวของผมทั้งเดือนเลย ผมจะใส่ให้เต็มที่” วินรู้สึกอะไรอยู่ตอนนั้น

ตอนนั้นคงคิดประมาณว่าผิดหวังในตัวเองที่คนมองไม่เห็นมากแหละมั้ง คนไม่ชอบเพลงเรารึเปล่า ทำไมไม่โดนจ้าง แต่สำหรับเราตอนนี้ก็ค่อนข้างก้าวข้ามมันไปได้แล้วล่ะ แต่ก่อนในวัยที่อายุน้อยกว่านี้ก็มีนอยด์อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้ตอนนี้คืองานเยอะน้อยอาจจะไม่สำคัญเท่าว่าเราทำงานนั้นๆ ให้เต็มที่และมีความหมายขึ้นได้แค่ไหน ถ้างานเราเยอะขึ้น เราก็หวังว่าเราจะคงคุณภาพไว้ได้เท่าเดิมเหมือนกัน

และสิ่งสำคัญสำหรับเราคือการสื่อสาร ความจริงใจ และเรื่องในใจที่เรานั้นแสดงออกมาเป็นสิ่งสำคัญ เราพยายามเขียนเพลงอีโมออกมาเพื่อเอาด้านที่เราอ่อนแอออกมาโชว์ และบอกกับทุกคนว่าเราก็เป็นสิ่งนี้เหมือนกันนะ เราเป็นตัวเองได้ อ่อนแอได้ อ่อนแอเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นในสักวันหนึ่ง แล้วมันไม่เป็นไรเลย เราก็มนุษย์เหมือนกัน เราก็ดีลกับปัญหาเหมือนกัน การสื่อสารของเราจะเป็นอะไรประมาณนั้นที่เราอยากให้คนได้รับกลับไป

นอกจากทำเพลงตัวเอง วินก็ทำเพลงให้คนอื่นด้วย อยากรู้ว่าวิธีคิดต่างกันไหม

เวลาเราทำเพลงกับใคร เราให้ความสำคัญกับรากฐานของเขาที่สุด อะไรคือสิ่งที่มนุษย์คนนี้เป็น มนุษย์คนนี้ชอบ เพราะบางทีคนเราทุกคนจะมีสิ่งที่ตัวเองเป็น และสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น เราเลยพยายามหาตรงกลางของสิ่งนั้นกับศิลปินทุกคนที่เราร่วมงาน ว่าเราสามารถทำจุดเชื่อมได้มากแค่ไหน เราจะพยายามทำความรู้จักเขาให้มากที่สุด คุยกับเขาเหมือนนั่งคุยอย่างนี้เลย เวลาเราทำเพลง เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถทำเพลงให้ใครแบบที่เราไม่รู้จักเขาไม่ได้ หนึ่งคือมันจะกลายเป็นเพลง VARIS ไม่ใช่เพลงเขา สองคือเรารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขาไปนิดหนึ่ง

ถ้าหากว่าเราทำเพลงให้ใคร เราจะบอกเขาตลอดว่าเราไม่รู้นะว่าเพลงจะฮิตจะดัง หรือคนชอบมากน้อยแค่ไหน แต่หนึ่งคือผมจะทำให้คุณชอบ สองคือผมจะทำเพลงให้คุณแล้วถ้าหากว่าคุณไปทำงานต่อกับคนอื่น คุณจะรู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านเพลง เราพยายามให้เป็นแบบนั้นกับการทำเพลงทุกครั้ง

ความยากง่ายต่างกันยังไง

ถ้าเราเปรียบเทียบการทำเพลงเหมือนการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง การทำเพลงตัวเองคือการเลี้ยงลูกเรา เราเป็นพ่อแม่ เราเลี้ยงลูกเราก็จะกังวลทุกอย่าง เพราะเราอยู่ใกล้ชิดเขา เราเป็นคนให้กำเนิดเขามา เรารู้จักเขาในมุมที่ลึกซึ้งมากกว่า ตัดกลับมาถ้าหากเราเป็นโปรดิวเซอร์ เหมือนเราเป็นครูที่โรงเรียนให้เด็กคนหนึ่ง เรารักเขาก็จริง เราแคร์เขาก็จริง แต่ว่าเราไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่าง หรือเราไม่ได้มองในมุมลึกเพราะเราไม่ได้อยู่กับเด็กคนนี้ที่บ้าน เรามองอย่างนั้นนะ

ข้อดีเวลาทำเพลงให้คนอื่น เราจะสามารถมองในมุมที่กว้างออกมาได้ เราสามารถเห็นภาพรวมได้ คงเพราะอะไรแบบนี้ที่เวลาทำเพลงตัวเองเราจะจมมากๆ บางทีเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเริ่มคุยกับคนอื่นให้มากขึ้นเหมือนกันนะ เพื่อที่จะสะท้อนในมุมกว้างของเราออกมาให้เราได้เห็นบ้าง เหมือนเวลาเราลงหลุมไปลึกๆ บางทีก็มองไม่เห็นว่าข้างบนหลุมหน้าตาเป็นยังไง สำหรับเราก็ยากอยู่เหมือนกันนะ

คำว่า ‘ศิลปิน’ วินนิยามไว้ว่าอะไร

(หัวเราะ) โห ยากจัง ศิลปินเหรอ คิดแป๊บนะ (เงียบไปพักหนึ่ง) ศิลปินสำหรับก็คงนิยามว่าเป็นคนที่สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในงานละกัน สร้างอะไรบางอย่าง สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในชิ้นงาน ในผลงาน ตอบกว้างๆ ไว้ก่อนแล้วกัน (หัวเราะ) เพราะว่าศิลปินแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ บางคนก็ทำเบื้องหลังมากกว่า บางคนก็เพอร์ฟอร์มออกมาได้โดดเด่นมากกว่า มันก็นิยามยาก แต่สำหรับเรา เราว่ามันคือคนที่แบบสะท้อนอะไรบางอย่างออกมาผ่านตัวตนของเขา หรือสารที่เขาต้องการจะสื่อ

‘IN TIME’ ช่วงเวลานี้ เป็นยังไงบ้างแล้ว

จากศิลปินอิสระมาอยู่ค่าย คิดว่าตัวเองจะเสียตัวตนไหม

ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย! (หัวเราะ) สำหรับเราคิดว่าไม่เสียตัวตนนะ เรียกว่าตอนนี้เรามีแรงซัพพอร์ตที่มากขึ้นในด้านกำลังการโปรโมต หรือรายละเอียดที่เราไม่รู้ ในเวลาเดียวกันเราก็มีคนที่สามารถช่วยมองในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มีคนมองมุมกว้างให้เราได้มากขึ้น แล้วเราก็เชื่อในเรื่องการทำงานเป็นทีมมากกว่าการทำงานคนเดียว เวลามีทีมก็จะเหนื่อยน้อยลง แต่เราก็ต้องไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น การสื่อสารความต้องการของเรา การทำงานกับคนอื่นที่ต้องเจอกับผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น

ในฐานะที่เป็นศิลปินมาหลายปี เคยเจอเรื่องผิดหวังของตัวเองที่สุดไหม

สิ่งที่เราผิดหวังในตัวเองที่สุดอาจจะเป็นเรื่องที่เราใส่ใจกับปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป เราว่าศิลปินทุกคนน่าจะเจอ เรื่องที่บางทีเราทำเพลงแบบนี้ เชี่ย กลัวคนฟังน้อย กลัวยอดไม่เยอะ คนจะเก็ตไหม แล้วคนนี้จะชอบไหม เพจนี้เขาจะลงให้เราไหม มันเละเทะมากเลย

อยากกลับไปแก้ไขอะไรไหม

(เงียบไปสักพัก) ถ้ามองย้อนกลับไปเราอาจจะอยากกล้าคิดกล้าทำมากกว่านี้ โดยนิสัยเราเป็นคนคิดเยอะ คิดลึกอยู่แล้ว บางทีเวลาเราอยู่กับสิ่งนี้มากเกินเราก็จะจมไปกับมัน มันเหมือนได้ยินเสียงนี้เล่นซ้ำๆ ในหัวตลอดเวลา เรื่องบางเรื่องการฟังคอมเมนต์มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่การกังวลมากเกินก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร บางทีมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเสียดายเวลาจัง เสียดายแรงที่เราเอาไปลงกับอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา มันหมดพลังงานมากเลยนะ

แล้ววินผ่านมาได้ยังไง

จะเรียกว่าผ่านมาได้ก็ไม่เชิง เพราะถึงผ่านมาแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่หายไปไหน สิ่งเหล่านั้นมันก็จะยังอยู่ แต่เราเลือกที่จะเรียนรู้และอยู่กับมัน เรียนรู้ที่จะช่างแม่งได้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะหันกลับมามองตัวเองดีกว่า

ถ้าหากว่าถามอีกว่าเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่ตอนไหน คือตอนที่รู้ตัวว่า ‘ไอเชี่ย เหนื่อยว่ะ’ เหมือนรู้ตัวอีกทีมันไม่มีแรงไปทำอะไรแล้ว ไม่มีแรงไปคิดอะไรเลย เพราะเราใช้หัวสมองใช้ใจเราอยู่กับสิ่งนั้นที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป พลังงานใจมันเป็นทรัพยากรหนึ่งเลยนะ ถ้าหากเราจัดการมันไม่เป็น การจะไปทำอย่างอื่นมันยากมาก เพราะมันจะหมดแรงซะก่อน

เราก็คงสอนใครไม่ได้เหมือนกันตอนนี้ เพราะเราก็ยังต้องเผชิญมันเหมือนกัน (หัวเราะ) เราว่าคนที่เป็นศิลปินหรือใครก็ตามที่ทำงานศิลปะที่ต้องใช้ใจ ไม่ว่าในแขนงไหนแม่งเป็นหมด เราว่าสิ่งที่ช่วยได้ คือการเรียนรู้ที่จะช่างแม่งแล้วก็หันมามองคนใกล้ตัวให้เยอะๆ เรามีครอบครัว เรามีแฟน เรามีเพื่อนๆ ที่ดี เรารู้สึกว่ากลับมาสร้างพลังงานดีๆ รอบตัวกันดีกว่า

อะไรเป็นตัวยืนยันที่ทำให้คิดว่า ‘มาถูกทางแล้ว’ ในเส้นทางศิลปิน

(นิ่งคิด) เราว่าเรื่องความรักว่ะ เรื่องใจที่รักเป็นหลักเลย พอเรารู้ตัวว่าเรารักมัน ทุกอย่างก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติเอง เวลาเราจะกินจะนอนเราก็นึกถึงสิ่งนี้ นึกถึงเพลง นึกถึงผลงานที่เราอยากจะทำ อะไรที่เราอยากจะแสดงออกมา มันกินพื้นที่ในใจเราไปเยอะเหมือนกันนะ อะไรอย่างนั้นแหละมั้ง มันคงเป็นความรัก อ้าว แสตมป์มาเฉย (หัวเราะ)

แล้วตอนนี้อยาก Feat. กับใครมากที่สุด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

เฮ้ย! (ตบเข่าฉาด) ถ้าในไทยชีวิตนี้อยากทำเพลงกับพี่ ‘เป้ อารักษ์’ สักครั้งหนึ่ง แล้วก็ ‘Plastic Plastic’ ถ้าพี่เป้เป็นเพราะเราชอบเขา เราชอบสไตล์และภาพรวมความเป็นศิลปินของเขา เรารู้สึกว่าเขาเท่เว้ย เรามองเขาเป็นไอดอลคนหนึ่ง มีอัลบั้มที่เราชอบของเขามาก อัลบั้มชื่อ ‘Aragochina’ เหมือนเป็นพี่เป้เวอร์ชันที่ย่อยออกมาให้พ็อปแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันสไตล์เพลงเขาก็ยังจัดมากอยู่ดี ส่วน Plastic Plastic นี่เรายกเขาให้เป็นศาสดาเลย (ยกมือไหว้) ชื่นชมพี่ป้องกับพี่เปรมเพราะเขาเก่งมาก แล้วเหมือนเพลงของพวกเขาซ่อนรายละเอียดทางดนตรีไว้เยอะมาก โดยที่เราไม่รู้ว่าพี่เขารู้ตัวรึเปล่าด้วยนะ แต่ว่างานที่เขาทำออกมามันเจ๋งมาก

ในฐานะคนที่ทำเพลงมานาน คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนวงการนี้

(มือกุมคางนิ่งคิด) เราว่ามันคือวัฒนธรรมการใช้ชีวิต เราว่าในประเทศไทยทุกภาคส่วนมันไม่ได้สอดคล้องอยากให้เราไปเสพศิลปะขนาดนั้น สมมุติว่าเราเป็นพนักงานออฟฟิศ เราทำงานทั้งวัน 9:00 - 17:00 น. เราได้เงินเดือนสตาร์ต 18,000 บาท หรืออาจจะน้อยกว่านั้น เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาจากยุคพ่อแม่เราเท่าไหร่เอง เราทำงานด้วยสิ่งนั้น พอเลิกงานปุ๊บ เราต้องถ่อเดินทางขึ้นขนส่งสาธารณะเพื่อที่อีก 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน แล้วทีนี้ใครมันจะอยากจ่ายเงิน 400 - 500 บาทเพื่อไปดูวงอินดีล่ะ นึกออกไหม (ยิ้ม) เราพูดในมุมคนกรุงเทพแล้วกัน มันเหนื่อยล้าเกินกว่าที่เราจะเอาใจไปปล่อยจรรโลงกับงานศิลป์ หรือความบันเทิงได้

แล้วถ้าแก้ไขได้ 1 อย่าง อยากแก้ไขเรื่องอะไร

ในมุมเราถ้าแก้ไขอะไรได้มันต้องไปแก้ไขที่ราก เราว่าชีวิตคนไทยมันต้องดีก่อน เขาถึงจะสบายใจที่จะมาเสพศิลปะได้ เรารู้ว่าวงการบันเทิงก็ไม่ใช่ปัจจัย 4 หรอก แต่ศิลปะจะเฟื่องฟูได้ ต้องเริ่มจากปัจจัย 4 ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะต้องกังวลในชีวิตประจำวัน เพราะเราว่าศิลปะก็สำคัญกับทุกคนไม่น้อยไปกว่ากัน เราว่าสองสิ่งนี้เกี่ยวนะ การเมืองคือเรื่องที่ขึ้นตรงกับความเป็นอยู่ชีวิตเรา แล้วศิลปะก็จะมาในตอนที่ความเป็นอยู่เรามีพื้นฐานที่ดีขึ้น ความบันเทิงถึงจะตามมาได้ แต่เราก็ต้องอย่าหยุดทำงานศิลปะกัน เพราะว่าศิลปะก็ยังมีคนที่ต้องการสิ่งเหล่านี้ คนที่เหมือนกับเรา คนที่สิ่งเหล่านั้นสำคัญ หล่อเลี้ยงจิตใจเขา

แล้วในจุดยืนที่เราทำงานศิลปะ เราจะช่วยเหลือคนยังไงได้บ้างในเรื่องนี้

ในมุมเรา วงการศิลปะทุกวันนี้ภาพรวมทุกคนก็ช่วยกันมากๆ แล้วนะ พื้นที่ Livehouse ก็มีเยอะมากขึ้นแล้ว เราว่าก็ช่วยกันผลักดันให้มีอยู่ต่อไปละกัน ถ้ามันไม่มีคนทำอะไรสักอย่างแล้ว เราว่าจุดนั้นคงน่าเศร้ามากๆ เลย แต่ถ้ายังมีคนทำอยู่ ในวันหนึ่งก็มีสิทธิ์เติบโตได้สักวันอยู่ดี อย่าหยุดทำ อย่ายอมแพ้ คงเป็นอะไรแบบนั้น

คิดเห็นยังไงกับอาชีพศิลปินในไทย

โห ต่างกันเยอะ เราว่าในไทยถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ก็อาจจะรู้กันว่าวงการบันเทิงจะสอดคล้องกันกับวงการดนตรี และยังไม่ได้เป็นที่ถูกผลักดันในวัฒนธรรมเราขนาดนั้น วัฒนธรรมคนไทยเราไม่ได้สอดคล้องไปกับการทำงานศิลปะที่หลากหลาย แล้วเมื่อก่อนเราเองก็อาจจะพยายามปฏิเสธสิ่งนี้ แต่เอาตรงๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะในไทยมีพื้นที่ให้คนทำงานน้อยกว่าต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ว่าก็ร่วมกันพัฒนากันไปแหละ เพราะว่านี่ก็บ้านกูอะ (หัวเราะ)

ในฐานะที่ตัวเองเป็นศิลปิน อยากเห็นตัวเองไปถึงจุดไหน

ณ จุดนี้มันผูกกับชีวิตเรามากจนไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราจะต้องไปถึงตรงไหนถึงจะเรียกว่าสำเร็จ ถ้า VARIS โตขึ้นไป ก็จะโตไปพร้อมกับเราเหมือนมนุษย์คนหนึ่งนี่แหละ เราก็วางตัวตน VARIS เป็นเหมือนตัวเราที่เรียนรู้กับชีวิตมนุษย์ไป ถ้าเมื่อก่อนก็คงพยายามแยกจากกัน แต่ตอนนี้ก็คงรู้สึกว่าถ้าจะอยู่ด้วยกันได้ยาวๆ มึงกับกูก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้แล้วแหละ! (หัวเราะ)

แล้วคิดว่าตัวเองจะไปไกลถึงต่างประเทศไหม

เรียกว่าอยากสื่อสารกับคนให้กว้างที่สุด มากที่สุด เราอยากเจอคนที่เขาชอบอะไรเหมือนเรา คิดเหมือนเราผ่านบทเพลง ซึ่งคนเหล่านั้นก็คงไม่ได้อยู่แค่ในไทยหรอก จะซีกมุมไหนของโลกก็ได้ขอแค่ให้เพลงเราไปถึง

จากช่วงเวลาที่ผ่านมาบนเส้นทางศิลปิน ให้บทเรียนอะไรกับวินบ้าง ขอ 1 ประโยค

ดันพูดเยอะซะด้วย (หัวเราะ) สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือความจริงใจและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น เพราะเราคิดว่ามันจะเป็นตัวเชื่อมไปสู่อะไรที่ดีได้ ถ้าทุกคนจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน จะสามารถสร้างอะไรดีๆ ได้อีกเยอะเลย ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต อ้าว ดันยาวซะงั้น

คิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์ VARIS ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป

เอาจริงๆ เอกลักษณ์ของ VARIS คืออะไรเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะบางทีก็เป็นเรื่องของมุมมองของคนข้างนอกด้วยเนอะ แต่ว่าเราสิ่งที่จะไม่หายไปจากเพลง VARIS เลยคือความเป็นตัวเราแล้วกัน ความเป็นตัววินคนนี้ เรื่องทัศนคติของเรา ความรักในดนตรีของเรา รักที่จะสื่อสาร พร้อมที่จะอยู่ข้างๆ ทุกคน อ่อนแอไปพร้อมๆ กัน สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันหายไปจากเพลง VARIS ครับ

คำถามสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งมีคนมาถามว่า “VARIS คือใคร” จะตอบเขาว่าอะไร

(หัวเราะ) เคยมีคนพูดแบบนั้นกับเรานะ ตอนนั้นเรานั่งอยู่ในบูธงานที่หนึ่ง แล้วก็มีคนเดินผ่านมาชี้แผ่นเพลงเราแล้วถามว่า “อันนี้แผ่นใครอะ” เราก็ตอบไปว่า อ๋อ VARIS ครับ แล้วเขาก็พูดกลับมาว่า “ใครอะ ไม่รู้จัก” แล้วจากนั้นเขาก็โดนแฟนลากไปดูอีกวงเลย ทิ้งเราให้งงตรงนั้น เราก็ขำเหมือนกัน

ลองชวนให้เขามารู้จักสักหน่อย

สวัสดีครับเราคือ VARIS นะครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เราทำเพลง และเราเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าอยากเป็นเพื่อนกันก็ลองมาฟังเพลงเราดูครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก a day magazine

แม้ไม่เห็นแต่ได้ยิน แม้ไม่ได้ยินแต่ได้เห็น ‘ยิ้มสู้คาเฟ่’ พื้นที่ที่รอยยิ้มคือภาษากลาง

1 วันที่แล้ว

‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’

1 วันที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

รู้หรือไม่? “ชักเย่อ” เคยเป็นกีฬาชิงเหรียญทองใน “โอลิมปิก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน

ศิลปวัฒนธรรม

ทำไม “แมลงสาบ” ถึงมีชีวิตอยู่ได้ในทุกยุคสมัย หน้าตาดั้งเดิมของแมลงสาบเป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

รวมสถาปัตย์ "อาร์ต เดกอ" รูปทรงเรขาคณิตแบบยุโรป ซึ่งจอมพล ป. สร้างที่ลพบุรี

ศิลปวัฒนธรรม

“เขื่อนอู่ทอง” อายุ 1,000 ปี สมัยทวารวดี ยาวสุดในบรรดาเขื่อนโบราณของไทย

ศิลปวัฒนธรรม

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ในรัชกาลที่ 5 ทรงมีอีกพระนามว่าอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

รู้หรือไม่? ยุคหนึ่ง “บางรัก” คืออาณาจักรฟาร์มปศุสัตว์พ่อค้าอินเดีย

ศิลปวัฒนธรรม

วัดกระโจม สถานที่คิดการลับ “กรมหมื่นเทพพิพิธ” ก่อกบฏโค่นพระเจ้าเอกทัศน์

ศิลปวัฒนธรรม

“โองการแช่งน้ำ” วรรณกรรมไทยยุคแรก คืออะไร ทำไมต้อง “แช่ง” น้ำ?

ศิลปวัฒนธรรม

ข่าวและบทความยอดนิยม

แม้ไม่เห็นแต่ได้ยิน แม้ไม่ได้ยินแต่ได้เห็น ‘ยิ้มสู้คาเฟ่’ พื้นที่ที่รอยยิ้มคือภาษากลาง

a day magazine

‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’

a day magazine

‘CHANI’ นักโหราศาสตร์ที่ถนัดเรื่องการโคจรของดวงดาวและการออกแบบที่คำนึงถึงทุกคน ไม่ใช่แต่สายมู

a day magazine
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...