ทีดีอาร์ไอ ห่วง "สุญญากาศนโยบาย" กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งคณะ ส่งผลโดยตรงต่อ “ความไม่แน่นอนของนโยบาย” เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองจนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
แม้รัฐบาลรักษาการยังสามารถเดินหน้าภารกิจต่าง ๆ ได้ แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งมีแนวโน้มจะชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งแม้ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความไม่แน่นอนก็จะยิ่งยืดเยื้อ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
“การเมืองรอบนี้ถือได้ว่าเป็นแรงซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง เพราะเดิมทีเศรษฐกิจก็เผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของการลงทุนที่ยังเปราะบาง พอเจอความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงที่นโยบายจะขาดความต่อเนื่อง ย่อมทำให้การฟื้นตัวมีโอกาสล่าช้าออกไป โดยเฉพาะหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อหรือเกิด “สุญญากาศนโยบาย” ในช่วงที่ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีใหม่” ดร.นณริฏ กล่าว
นอกจากนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากสถานการณ์การเมืองรอบนี้หลัก ๆ จะอยู่ที่ “ความไม่แน่นอน” ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการตัดสินใจบริโภคอาจชะลอลงในระยะสั้น ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เดิมก็มีแรงกดดันจากการส่งออกที่ชะลอและหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว หากไม่สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นได้ทันเวลา การฟื้นตัวก็มีโอกาสช้ากว่าที่คาด
ในภาคเอกชน สิ่งที่ต้องทำคือการปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้ เช่น การชะลอการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ รักษาสภาพคล่อง และมองหาตลาดหรือแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ควรหาตลาดใหม่รองรับแรงกดดันภาษีจากต่างประเทศ และธุรกิจในประเทศก็ควรเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพภายใน
"ในด้านการลงทุนสาธารณะ แม้ร่างงบประมาณผ่านสภาแล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไร้เสถียรภาพก็มีความเสี่ยงที่การเบิกจ่ายจะสะดุด ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่รอเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ภาคเอกชนต้องยิ่งวางแผนการเงินอย่างระมัดระวังและเผื่อความล่าช้าของโครงการไว้" ดร.นณริฏ กล่าว
สำหรับความเชื่อมั่น นักลงทุนในตลาดการเงินมีแนวโน้มตอบสนองทันทีผ่านความผันผวนของหุ้นและค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่จนกว่าสถานการณ์การเมืองจะชัดเจนขึ้น หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อย่อมกระทบภาพรวมความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในตลาดและนอกตลาด แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลและส่งสัญญาณนโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจนได้เร็ว ก็ยังมีโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นและประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้