“สแตนดาร์ด บัน” แฟรนไชส์ฮอตเกาหลีบุกไทย ชิงตลาดคาเฟ่&ขนมหวาน
นางสาวนันทนัช เอื้อศิริทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจร้านกาแฟและขนมหวาน (Café & Dessert) ยังคงเผชิญกับแรงกดดันสำคัญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ที่บั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรง ผู้เล่นรายใหม่เข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระแสนิยมของสินค้าแต่ละประเภทสั้นลงมาก จากที่เคยยืนระยะได้หลายปี ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่เดือน หากสินค้าหนึ่งอยู่ในตลาดได้ถึง 3 เดือนก็ถือว่ายาวนานแล้ว
นอกจากนี้ สาขาที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ยังเผชิญปัญหาคนเดินห้างลดลง แตกต่างจากสาขาในทำเลท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ที่ยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนและตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มกลับมาเป็นฐานลูกค้าหลักและช่วยประคองยอดขาย
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างพอร์ตธุรกิจใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนไป ล่าสุดบริษัทได้นำเข้าแฟรนไชส์ขนมบันชื่อดังจากเกาหลีใต้ “สแตนดาร์ด บัน” (Standard Bun) เข้ามาเปิดตลาดในไทย โดยเลือกทำเลสยามสแควร์เป็นแห่งแรก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากสิงคโปร์
ทั้งนี้แบรนด์สแตนดาร์ด บัน มีจุดเด่นที่เมนูซิกเนเจอร์ “บันเนยหมักเมเปิ้ลไซรัป” พร้อมเอกลักษณ์การสร้างแบรนด์ด้วยโลโก้ “แมวดำ” ที่สื่อสารตรงกับทั้งคนรักขนมและคนรักแมว การเปิดตัวเริ่มจาก ป๊อปอัพสโตร์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้สัญญาเบื้องต้น 6 เดือน เพื่อทดสอบศักยภาพตลาดไทย
แต่เพียงหนึ่งเดือนแรกก็ได้รับการตอบรับสูง ลูกค้าเข้ามาซื้อจนสินค้าขายหมดทุกวัน ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการขยายสาขาหรือการต่อสัญญาในอนาคต
“แนวทางหลักของบริษัทคือการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นกลุ่มพรีเมียม มาสู่กลุ่มแมสมากขึ้น แต่ยังคงรักษาคุณภาพทุกมิติ ทั้งรสชาติ วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และบรรยากาศร้าน นอกจากนี้ยังปรับราคาเมนูให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยวางไว้ในช่วงหลักร้อยต้น ๆ ถึงร้อยกว่าบาท เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้รับ
ขณะเดียวกันยังพัฒนาเมนูใหม่ๆ ให้มี รูปลักษณ์แปลกตาและถ่ายรูปสวย เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมแชร์บนโซเชียล ซึ่งช่วยกระตุ้นการทดลองสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และสร้างกระแสทางการตลาดโดยอัตโนมัติ”
นางสาวนันทนัช กล่าวอีกว่า แม้ตลาดร้านคาเฟ่และขนมหวานยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ไม่หวือหวาเหมือนในอดีต เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะวันธรรมดาที่ศูนย์การค้าค่อนข้างเงียบ การจับจ่ายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือนักขัตฤกษ์
“ลูกค้าในปัจจุบันคิดมากขึ้นว่าจะใช้เงินกับสินค้าใดและคุ้มค่าหรือไม่ แต่ก็ยังมีฐานลูกค้าที่พร้อมจ่ายในระดับ 100–200 บาทต่อชิ้น หากมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบ และนิยมซื้อซ้ำหรือนำไปเป็นของฝาก จุดนี้ถือเป็น เส้นทางหลักที่ช่วยรักษาฐานรายได้ของบริษัท”
ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทรวยไม่หยุดฯ มีธุรกิจร้านคาเฟ่และขนมหวาน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ 1. Mil Toast House คาเฟ่โทสต์–ขนมปังสไตล์เกาหลีมินิมัล 2. SUNDUBUBU & Mil Toast Express คาเฟ่สไตล์เกาหลีผสมอาหารคาวและของหวาน
และ 3. Dosan Dalmatian คาเฟ่ธีม Dalmatian ทั้งสามแบรนด์ตั้งอยู่ที่สยาม ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว โดยยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของบริษัท
“แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนและตะวันออกกลาง รวมถึงบรรยากาศการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่นปลายปี จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อยอดขายของเครือ Mil Toast House และแบรนด์อื่น ๆ โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะรายได้รวมเติบโตราว 20%”
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,126 วันที่ 28 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568