เบื้องลึกศึกสายเลือด ดุสิตธานี ประชุมผู้ถือหุ้นปลด‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ CPN ส่ง 2 ตัวแทนนั่งบอร์ด
เปลี่ยนขั้วชิงอำนาจดุสิตธานี
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใน บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดจากตลาดทุนและวงการโรงแรมไทย หลังเกิดความขัดแย้ง “ศึกสายเลือด” ระหว่างทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานีถึงขั้นแตกหัก นำไปสู่การเดินเกมถอด “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากการมีอำนาจใน “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี
ล่าสุดบานปลายถึงขั้นกดดันให้ดุสิตธานี จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายน 2568 เพื่อขอมติถอดถอนนายชนินทธ์ ออกจากการเป็นกรรมการของ บมจ.ดุสิตธานี
ดุสิตธานี แบรนด์โรงแรมไทยระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 76 ปี และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว 50 ปี กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกับศึกชิงอำนาจของทายาท หลังท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 2563
รากเหง้าความขัดแย้ง
ความขัดแย้งเริ่มจากการ “เปลี่ยนขั้วอำนาจ” ในกลุ่มทายาท ได้แก่ “ชนินทธ์ โทณวณิก” (พี่ชายคนโต) “สินี เธียประสิทธิ์” (น้องสาวคนกลาง) และ “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” (น้องสาวคนเล็ก) ประเด็นหลักคือการแบ่งกองมรดกกันไม่ลงตัวใน 3 บริษัท คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี), บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (พัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์)
ชนินทธ์ ที่บริหารดุสิตธานีมาตั้งแต่ยุคท่านผู้หญิงชนัตถ์ ต้องการหุ้นทั้งหมดของบริษัทชนัตถ์และลูก ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น กลุ่มชนินทธ์ ถือหุ้น 25.4%, กลุ่มสินี 26.57%, กลุ่มสุนงค์ 21.62% และกองมรดกท่านผู้หญิงชนัตถ์ 24.99%
นายชนินทธ์เจรจาขอซื้อหุ้นจากน้องสาว 2 คนเพื่อให้ตนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และนำทรัพย์สินอื่นมาชดเชยให้เท่าเทียมกัน แต่ตกลงกันไม่ได้
การเปลี่ยนขั้วอำนาจ
นางสินี และ นางสุนงค์ รวมหุ้น 48.19% จับมือกุมเสียงข้างมากใน “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” เดินเกมเขี่ย นายชนินทธ์ โดยถอดถอนออกจากกรรมการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 และแต่งตั้งกรรมการใหม่ 2 คน คือ นายภัทร สาลีรัฐวิภาค และนางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์
ปัจจุบันกรรมการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ประกอบด้วย นางสินี เธียรประสิทธิ์, นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค, นางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์ และนายภัทร สาลีรัฐวิภาค โดยไม่มีชื่อตระกูลโทณวณิกคนใดเป็นกรรมการ แต่นายชนินทธ์ ยังคงเป็นกรรมการ บมจ.ดุสิตธานีอยู่
ศึกระเบิดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ความขัดแย้งบานปลายสู่บริษัทมหาชน เมื่อในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.ดุสิตธานี วันที่ 25 เมษายน 2568 บริษัท ชนัตถ์และลูก ปฏิเสธอนุมัติงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 แม้จะผ่านการตรวจสอบและลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีแล้ว ทำให้วาระแต่งตั้งผู้สอบบัญชีไตรมาส 1/2568 ไม่สามารถไปต่อได้
ตัวแปรสำคัญคือบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 สัดส่วน 17.09% เลือกงดออกเสียง จนเกือบถูกระงับการซื้อขายหุ้นด้วยเครื่องหมาย SP
ตลาดหลักทรัพย์กับนักลงทุนจับตาหนัก เพราะถือเป็นสัญญาณรุนแรงว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมรับการบริหารงานของบอร์ดชุดปัจจุบันที่มีนายชนินทธ์เป็นแกนหลัก ท้ายสุดมีการแก้เกมด้วยการประชุมใหม่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 จนสามารถแจ้งผลไตรมาส 1 ได้
ในการประชุมครั้งนี้เกิดการวางระเบิดใหญ่ โดยไม่อนุมัติแต่งตั้งกรรมการ 4 คนที่หมดวาระกลับเข้ามา คือ นาย อาสา สารสิน, นางปราณี ภาษีผล, นายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ และนายสมประสงค์ บุญยะชัย เพื่อลดทอนแรงหนุนนายชนินทธ์ จนนายชนินทธ์ถูกแต่งตั้งเป็นรักษาการประธานกรรมการแทนนายอาสา สารสิน
เดินเกมเขี่ย"ชนินทธ์" พ้นอำนาจ
ล่าสุดฝั่งน้องสาวเดินเกมหนัก กดดันให้ บมจ.ดุสิตธานี จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายน 2568 เสนอวาระถอดถอนชนินทธ์ โทณวณิก และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (ซีอีโอ DUSIT) ออกจากตำแหน่งกรรมการ
พร้อมเปลี่ยนอำนาจกรรมการลงนามแทนบริษัท จากเดิม กรรมการ 2 ใน 3 คน (ชนินทธ์, สินี, ศุภจี) เป็น สินี เธียรประสิทธิ์, ดร.กฤษดา กวีญาณ, และ ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ลงลายมือชื่อร่วมกัน
รวมถึงเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 12 คน เป็น 18 คน โดยเสนอกรรมการใหม่ 6 คน ได้แก่ ดร.กฤษดา กวีญาณ, นายเสข วรรณเมธี, นายปัณฑิต มงคลกุล, นายภูม โอสถานนท์, นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ และนายพิชัย ดุษฎีกุลชัย (กรรมการอิสระ) เพื่อถอนรากฐานการกุมบังเหียนดุสิตธานีของนายชนินทธ์
ในจำนวนนี้เป็นการเสนอชื่อตัวแทนจาก CPN 2 คน ได้แก่ นายปัณฑิต มงคลกุล และนายภูม โอสถานนท์
ความเชื่อมโยงกับเซ็นทรัลพัฒนา
การเข้ามาถือหุ้นในดุสิตธานีของกลุ่มเซ็นทรัล เกิดจากการชักชวนของนายชนินทธ์ให้ร่วมลงทุนโครงการดุสิตเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ตั้งแต่ปี 2560 โดยดุสิตธานีถือหุ้น 70% และ CPN ถือหุ้น 30% มูลค่าการลงทุนกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยโรงแรม เรสซิเดนซ์ อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า
การเปลี่ยนแปลงกรรมการทำให้นายชนินทธ์วิตกกังวล เพราะมีกรรมการใหม่เชื่อมโยงกับเซ็นทรัลโดยตรง และ 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที
เหตุผลที่นายชนินทธ์กังวล เพราะก่อนหน้านี้ CPN งดออกเสียงในการประชุมพิจารณางบการเงินดุสิตธานี ปี 2567 อีกทั้งเคยพยายามเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นถึง 22.5% และยืนยันว่ากลุ่มเซ็นทรัลกับบริษัทชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารน้องสาวทั้งสอง ได้หารือกันหลายครั้งเพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม
ประกอบกับโครงการดุสิตเซ็นทรัล พาร์ค กำลังรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดุสิต เรสซิเดนเซส ขายดีมียอดขายกว่า 92% และธุรกิจโรงแรมดุสิตธานี มีทิศทางที่ดี ทำให้ทั้งนางสินี และนางสุนงค์ ไม่ยอมปล่อยมือจากบริษัทชนัตถ์และลูก
ข้อกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์
นายชนินทธ์เคยขอไม่ให้เซ็นทรัลส่งคนมาเป็นกรรมการเพราะธุรกิจทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจโรงแรมแข่งขันกันโดยตรง เนื่องจาก CPN เป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่ง อาทิ ที่อยุธยา อุดรธานี โคราช (บริหารโดยเครือเซ็นทารา) และที่พัทยา (บริหารโดยเชนฮิลตัน) อีกทั้ง CPN สร้างแบรนด์ GO Hotel วางกลยุทธ์ 5 ปี เป้าขยาย 5 สาขาต่อปี ด้วยงบลงทุน 1,850 ล้านบาท
CPN กำลังขยายธุรกิจโรงแรม แผนลงทุน 10,000 ล้านบาทใน 5 ปี สร้างโรงแรมใหม่ 37 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 4,000 ห้อง ควบคู่กับศูนย์การค้า และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหาร จึงเกรงปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับดุสิตธานี
คำชี้แจงจากเซ็นทรัลพัฒนา
CPN ปฏิเสธข่าวและชี้แจงว่า เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับดุสิตธานีเพื่อพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในปี 2560 ใช้งบลงทุนรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยนายชนินทธ์เป็นผู้บริหารหลักร่วมดำเนินการด้วยดีมาตลอด
โครงการอยู่ภายใต้บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ร่วมทุนในสัดส่วน 70:30 เซ็นทรัลพัฒนาดูแลเฉพาะศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์คและเซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศ ส่วนโรงแรม เรสซิเดนท์ และ Roof Park สวนลอยฟ้า อยู่ภายใต้การดูแลของดุสิตธานี
เซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่าสามารถใช้ความเชี่ยวชาญร่วมสนับสนุนดุสิตธานีให้เติบโต และการแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวปฏิบัติปกติการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยไม่มีอำนาจควบคุมดุสิตธานี
กรณีที่นายชนินทธ์ระบุว่ากลุ่มเซ็นทรัลพยายาม Take Over ดุสิตธานี แหล่งข่าวจากกลุ่มเซ็นทรัลเปิดเผยว่า CPN พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริหารศูนย์การค้ามา 45 ปี พัฒนาโครงการกว่า 40 ศูนย์การค้า ล้วนพัฒนาเอง ไม่เคยเข้าซื้อกิจการใด การเข้าลงทุน “เซ็นทรัล พาร์ค” เพราะเชื่อมั่นศักยภาพกรุงเทพฯ
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ วันที่ 21 มีนาคม 2568 เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นดุสิตธานี 145,238,320 หุ้น คิดเป็น 17.09% ตั้งแต่ปี 2561 เซ็นทรัลพัฒนายืนยันไม่ได้เสนอตัวเป็นกรรมการ แต่ยอมรับมีการเสนอให้ส่งตัวแทนให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการ
จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ตำนาน
วิกฤตผู้ถือหุ้นของ ดุสิตธานี (DUSIT) กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาด้าน Corporate Governance ที่น่าจับตาที่สุดของปี 2568 เพราะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งเรื่องการเงิน แต่คือการแย่งชิงอำนาจการควบคุมของธุรกิจโรงแรมระดับตำนานของไทย ที่สะท้อนทั้งปัญหาครอบครัว ธรรมาภิบาล และความเชื่อมั่นของตลาดทุน